วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558
การเลี้ยงโคขุน
อาชีพการเลี้ยงโคขุนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูง, ตลาดโคเนื้อมีความต้องการเนื้อโคขุนสูงขึ้น ผู้บริโภคมีความรู้และเลือกซื้อเนื้อคุณภาพดีมากขึ้น,
และพื้นที่ที่เลี้ยงโคขุนไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่กว้างมาก ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงโคแบบปล่อยแปลง ประกอบกับปัจจุบันมีการพัฒนา คัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์โคให้มีโครงร่างใหญ่โต
เร็ว ซึ่งเหมาะกับการขุนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การขุนโค หมายถึง การนำโคมาเลี้ยงให้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยอาหารข้นและอาหารหยาบเพื่อให้มีการพัฒนาโครงสร้างเนื้ออย่างรวดเร็ว
ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (บางแห่งนิยมเริ่มขุนโคที่น้ำหนักเริ่มต้น 200-250 กก.ใช้เวลา 6 เดือน จนได้น้ำหนัก 400-450 กก. หรือบางแห่งใช้ระยะขุน 9-13 เดือน จนได้น้ำหนัก
500-600 กก., โดยเฉลี่ย 10 - 11 เดือน เป็นต้น)
เหตุใด เนื้อโคขุน จึงได้รับความนิยมในท้องตลาด ?
เนื่องจากเนื้อโคขุนจะมีความนุ่มและชุ่มฉ่ำกว่าเนื้อโคทั่วไปเพราะมีไขมันแทรกตามเส้นใยกล้ามเนื้อ(marbling) มากซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเนื้อคุณภาพสูงเพื่อนำไป
ประกอบอาหาร เช่น สเต็ก เนื้ออบ เป็นต้น
การเลี้ยงโคเนื้อโคขุน ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าและสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยในช่วง3 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีส่งเสริมกิจกรรมการ
เลี้ยงโคขุนให้เป็นรูปธรรม ในแง่การเลี้ยงแม่โคเนื้อเพื่อผลิตลูกโคขุนพันธุ์ดี และการเลี้ยงลูกโคเนื้อพันธุ์ดีเพื่อเลี้ยงเป็นโคขุนต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้พันธุ์โคที่เหมาะสำหรับ
การเลี้ยงเป็นโคขุนคือโคเนื้อลูกผสมบราห์มันหรือชาโรเลส์ (เช่น โคลูกผสมไทยพื้นเมือง 25% บราห์มัน25% ชาโรเล่ส์ 50% , โคลูกผสมบราห์มัน50% และชาโรเล่ส์ 50%
หรือ โคลูกผสมบราห์มัน50% และแองกัส50% เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว ใช้อาหารดี คุณภาพซากดี เป็นต้น) ประกอบกับการส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ
โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มต้นน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเพื่อผลิตโคเนื้อลูกผสม , กลุ่มกลางน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อลูกผสมพันธุ์ชาโรเลส์ (Charolais)
และ กลุ่มปลายน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อส่งโคเข้าตลาดรับซื้อโคขุน
วิธีการขุนโคเนื้อ
วิธีขุนโค แบ่งออกเป็น 2 วิธี ตามการให้อาหาร คือ
1. การขุนด้วยการให้อาหารหยาบเพียงอย่างเดียว โดยจะต้องได้รับหญ้าสดที่มีคุณภาพดี อาจตัดให้กินหรือปล่อยเลี้ยงในทุ่งหญ้า การขุนวิธีนี้ไม่แตกต่างกับการเลี้ยงโคเนื้อทั่ว ๆ ไปมากนัก จะต้องใช้ระยะเวลานานในการเพิ่มน้ำหนักตัวตามต้องการ อีกทั้งยังได้เนื้อที่ไม่ค่อยมีคุณภาพดีเท่าที่ควรแต่ก็อาจเหมาะสมกับความต้องการของตลาดในท้องถิ่น ซึ่งไม่ต้องการบริโภคเนื้อที่มีคุณภาพสูงมากนัก และค่าใช้จ่ายในการขุนวิธีนี้ก็ยังต่ำอีกด้วย
2. การขุนด้วยอาหารหยาบเสริมด้วยอาหารข้น เป็นธุรกิจการขุนโคที่ต้องลงทุนสูง มุ่งให้ได้เนื้อโคขุนคุณภาพดี ส่งขายให้กับตลาดเนื้อชั้นสูง แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ตามอายุและคุณภาพเนื้อที่ได้ดังนี้ คือ
2.1 การขุนลูกโคอ่อน เพื่อส่งโรงฆ่าเมื่ออายุน้อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ลูกโคนมเพศผู้ เริ่มขุนตั้งแต่ลูกโคอายุได้ 1 สัปดาห์ หรือหลังจากได้รับนมน้ำเหลืองตามกำหนดแล้ว อาหารที่ใช้ลงทุน จะใช้หางนมผงเป็นหลัก ใช้เวลาขุนจนลูกโคมีอายุประมาณ 6-8 เดือน โคจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วได้เนื้อที่มีคุณภาพดี เมื่อส่งโรงฆ่า
2.2 การขุนโคที่เริ่มขุนเมื่อโคมีอายุประมาณ 1 1/2 ปี หรือมีน้ำหนักประมาณ 200-250 กก. ใช้ระยะเวลาขุนประมาณ 6 เดือน ให้ได้น้ำหนัก 400-450 กก. แล้วส่งโรงฆ่า เป็นรูปแบบการขุนที่นิยมกันแพร่หลายในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้โคเนื้อลูกผสมที่ทดสอบแล้วว่ามีการเจริญเติบโตดี คุณภาพเนื้อที่ได้จะดีกว่าการขุนในรูปแบบอื่นมาก และเกษตรกรหันมายึดเป็นอาชีพกันมากขึ้นในปัจจุบัน
2.3 การขุนโคที่มีอายุมาก หรือโคที่โตเต็มวัยแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นโคที่ปลดจากการใช้แรงงาน ซึ่งมีอายุมักจะไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นการขุนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเพียงบางส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มไขมันหุ้มซาก โดยไม่สนใจไขมันแทรกในเนื้อ จะใช้เวลาในการขุนประมาณ 3 เดือน โคที่ได้จากการขุนประเภทนี้โดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า "โคมัน"
.....................
คุณกมลชนก สร้อยเพชร
อาชีพ สัตวแพทย์
ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธา และ
สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร
ถ.ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น