มนัส ชุมทอง ปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

...ยินดีต้อนรับท่านสู่...สำนักงานปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี...จังหวัดนครศรีธรรมราช...ด้วยความยินดียิ่ง...

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ตามแนวพระราชดำริ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น มีฝนตกค่อนข้างชุก มีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 1,500 มิลลิเมตร และมีฤดูฝนนานประมาณ 5 – 6 เดือน ในอดีตเมื่อป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ น้ำฝนส่วนหนึ่งจะถูกดูดซับไว้ในป่าส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ใต้ดิน อีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บกักไว้ตามที่ลุ่ม เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง และลำธารตามธรรมชาติ ส่วนที่เหลือจะระเหยสู่บรรยากาศและไหลลงสู่ลำห้วย ลำธาร แม่น้ำ และออกสู่ทะเล น้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในป่าและในแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้ จะค่อย ๆ ไหลซึมซับออกมาทีละน้อยตลอดปี ส่วนที่ขังอยู่ในหนอง คลอง บึง และแอ่งน้ำต่าง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในช่วงฤดูแล้ง ต่อมาระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป ป่าไม้ถูกทำลาย ถูกถากถางเพื่อการเกษตรและกิจกรรมต่าง ๆ ห้วย หนอง คลอง บึงสาธารณะจะตื้นเขิน และถูกบุกรุกเข้าถือครองกรรมสิทธิ์บริเวณทางระบายน้ำออกสู่ทะเลตามธรรมชาติ ถูกใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคาร ถนน ทางรถไฟ บ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา และอื่น ๆ เมื่อฝนตกลงมา น้ำไหลสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็วเพราะไม่มีที่เก็บกัก แต่เมื่อกระทบสิ่งกีดขวางก็ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง เมื่อน้ำท่าไหลลงทะเลหมดและไม่มีน้ำจากป่ามาเติม แหล่งน้ำธรรมชาติก็เหือดแห้ง จึงทำให้เกิดแห้งแล้งและขาดน้ำอุปโภค บริโภคอยู่เสมอ เกษตรกรที่อยู่ในสภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะชาวนาที่อยู่ในเขตใช้น้ำฝน จึงได้รับความเดือดร้อน ผลิตผลเสียหายเป็นประจำและไม่พอเลี้ยงชีพ ต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานไปหารายได้ในเมืองใหญ่ ๆ และเกิดปัญหาด้านสังคมตามมา นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อปีพุทธศักราช 2489 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานและเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมพสกนิกรทั่วราชอาณาจักรเรื่อยมา พระองค์ได้ทรงประสบกับสภาพดิน ฟ้า อากาศ และภูมิประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ และทอดพระเนตรความทุกข์ยากแร้นแค้นตลอดจนปัญหาอุปสรรคของการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วประเทศด้วยพระองค์เอง จึงทรงตระหนักถึงปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้อย่างถ่องแท้ และได้ทรงมีพระราชดำริริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ไข เพื่อบรรเทาปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะโครงการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดต่าง ๆ จำนวนมาก สำหรับในด้านการพัฒนาอาชีพของประชาชนในชนบท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางครั้งสำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2532 ซึ่งต่อมาประชาราษฎร์ได้รู้จักกันอย่างดีในนามการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” แนวการพัฒนาชีวิตและอาชีพตามแนวทฤษฎีใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริไว้ 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1) การผลิต ขั้นที่ 2) การรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ และขั้นที่ 3) การร่วมมือกับแหล่งเงิน (ธนาคาร) และกับแหล่งพลังงาน สำหรับในบทความนี้จะขอกล่าวเน้นรายละเอียดเฉพาะขั้นที่ 1) การดำเนินการผลิตในที่ดินของเกษตรกรซึ่งเป็นการเริ่มต้นขั้นแรกเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่หนึ่ง พื้นฐานที่สำคัญของเกษตรกรที่จะปฏิบัติทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง ได้แก่ มีพื้นที่ค่อนข้างน้อยประมาณ 15 ไร่ ค่อนข้างยากจน จำนวนสมาชิกปานกลาง (ไม่เกิน 6 คน ) อยู่ในเขตใช้น้ำฝนธรรมชาติ ฝนไม่ชุกมากนัก ดินมีสภาพขุดสระเก็บกักน้ำได้ ในระยะแรกจะผลิตพอเพียงเลี้ยงตัวได้ แต่จะต้องกินอยู่อย่างประหยัด มีความขยันหมั่นเพียร มีความสามัคคี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันกับเพื่อนบ้าน หลักการที่สำคัญของการปฏิบัติ คือรู้จักการบริหารและจัดการดินและน้ำ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับการบริหารเวลา บริหารเงินทุน และกำลังคนเพื่อได้บังเกิดผลผลิตเป็นอาหารและรายตลอดปี และผลจากการที่ได้ทรงคิดและคำนวณ พระองค์ได้ทรงแนะนำให้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนร้อยละ 30:30:30:10 (ภายหลังสัดส่วนนี้ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ยืดหยุ่นได้บ้าง) และทำกิจกรรมดังนี้ 1. ร้อยละ 30 ส่วนแรก ให้ขุดสระประมาณ 4.5 ไร่ สำหรับเก็บน้ำฝนธรรมชาติที่มีอย่างเหลือเฟือในฤดูฝนปกติ เพื่อใช้สำหรับรดน้ำพืชที่ปลูกในฤดูฝนยามเมื่อฝนทิ้งช่วงแห้งแล้ง การใช้น้ำจะต้องเป็นไปอย่างประหยัด โดยใช้วิธีการและเลือกพืชกับวิธีปลูกแต่ละพืชที่เหมาะสม วิธีการให้น้ำโดยประหยัด เช่น การตักรด การสูบส่งตามท่อยาง หรือการใช้ระบบน้ำหยดแบบพื้นบ้าน เป็นต้น ส่วนพืชและวิธีปลูกที่เหมาะสม เช่น เลือกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น พืชยืนต้นหรือพืชอายุสั้น โดยปลูกผสมผสานกันหลาย ๆ ชนิด ระหว่างพืชต้นใหญ่และพืชล้มลุกเพื่อใช้พื้นที่และน้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดและมีเสถียรภาพ น้ำที่เก็บในสระหากเหลือไปถึงฤดูแล้งให้ใช้ปลูกพืชอายุสั้นและราคาดี เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และผักต่าง ๆ ไม่ควรนำไปใช้ปลูกข้าวนาปรังเป็นอันขาด นอกจากปีใดน้ำท่วม แปลงข้าวเสียหายหมด จึงจะพิจารณาปลูกข้าวนาปรังได้เพื่อให้มีข้าวบริโภค แต่ต้องประมาณพื้นที่ปลูกข้าวให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ในสระ รูปร่างและขนาดของสระอาจยืดหยุ่นได้บ้าง เช่น ในพื้นที่ที่ฝนมีปริมาณทั้งปีมาก หรือมีน้ำชลประทานมาเติมได้ ขนาดสระอาจจะน้อยกว่าร้อยละ 30 และถ้าพื้นที่บังคับ หรือต้องการเลี้ยงสัตว์น้ำอาจขุดสระและบ่อหลาย ๆ บ่อก็ได้ (สระสำหรับเก็บน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การชลประทาน และบ่อสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ ) แต่เมื่อรวมพื้นที่ทั้งหมดแล้วจะต้องใกล้เคียงร้อยละ 30 นอกจากนี้อาจจะรวมนับพื้นที่ร่องน้ำที่ยกคันขึ้นเพื่อปลูกไม้ยืนต้นด้วย หากสามารถเก็บน้ำในร่องได้ตลอดปี ในกรณีที่สามารถส่งน้ำมาจากแหล่งชลประทานได้ ต้องส่งมาในระบบท่อปิดเพื่อลดการสูญเสีย และส่งมาเติมในสระตามช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น การใช้น้ำจากสระต้องเป็นไปตามหลักประหยัดดังที่กล่าวข้างต้น และพึ่งตัวเองให้มากที่สุด หากไม่ได้รับความช่วยเหลือการขุดสระจากราชการ หรือแหล่งเงินทุนอื่นและต้องการขุดเอง ควรทยอยขุดสระแต่ละปีตามกำลังเงิน และกำลังกายจนกว่าจะครบพื้นที่ร้อยละ 30 รูปร่างของสระคาดว่ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๆ น่าจะลดการระเหยของน้ำได้ดีกว่าบ่อกว้าง ดินที่ขุดมาจากสระใช้ถมเป็นพื้นดินรอบพื้นที่เพื่อกันน้ำท่วม หากไม่ใช้ทำคันดิน จะต้องแยกดินส่วนบนไว้ส่วนหนึ่ง สำหรับนำมาเกลี่ยทับดินชั้นล่าง 2. ร้อยละ 30 ส่วนที่สอง ใช้ปลูกข้าวเนื้อที่ประมาณ 4.5 ไร่ เนื่องจากทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า ข้าวเป็นอาหารหลัก และอาหารประจำวันของคนไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์และเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงและมั่นใจในการดำรงชีวิต เกษตรกรไทยไม่ว่าจะโยกย้ายไปอยู่ที่ใดหรือเปลี่ยนอาชีพไปอย่างใด อย่างน้อยจะต้องมั่นใจว่ามีข้าวกินและพยายามปลูกข้าวให้พอกินตลอดปี เพื่อให้มีเสถียรภาพด้านอาหารครอบครัวที่มีสมาชิก 6 คน ถ้าบริโภคข้าวเฉลี่ยประมาณคนละ 200 กิโลกรัมต่อปี จะต้องบริโภคข้าวไม่ต่ำกว่าปีละ 1,200 กิโลกรัม และถ้าทำนาปีในสภาพที่ควบคุมน้ำไม่ให้ขาดช่วงได้เมื่อฝนแล้ง ก็จะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 4.5 x325 = 1,462.5 กิโลกรัม แต่ถ้าบำรุงรักษาดีอาจจะผลผลิตเพิ่มมากกว่านี้ เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วหากยังมีฝนและน้ำในสระเหลือ ควรเลือกปลูกพืชอายุสั้นและราคาดีในสภาพนาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 3. ร้อยละ 30 ส่วนที่ 3 เนื้อที่ 4.5 ไร่ ให้ปลูกพืชสวน ไม้ยืนต้นและพืชไร่อย่างผสมผสาน โดยมีวิธีการและชนิดของพืชที่แตกต่างกันหลากหลายกันไปแต่ละพื้นที่และขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภูมิภาค ฤดูกาล ตลาด และเส้นทางคมนาคม ตลอดจนประสบการณ์และภูมิปัญญาของเกษตรกร เป็นต้น ไม่มีสูตรตายตัว ยืดหยุ่นได้ การปลูกพืชให้หลากหลายเช่นนี้จะเป็นการช่วยการกระจายเงินทุน แรงงาน น้ำ และปัจจัยการผลิต่าง ๆ กระจายความเสียหายจากศัตรูพืช และความปรวนแปรของดิน ฟ้า อากาศ ตลอดจนกระจายรายได้ด้วย พืชที่ปลูกระยะแรกควรเป็นกล้วย เพื่อบังร่มและเก็บความชื้นในดินต่อไปควรเป็นผลไม้และไม้ยืนต้น ระหว่างที่ไม้ยืนต้นยังไม่โต ก็ปลูกพืชล้มลุกอายุสั้นระหว่างแถว เช่น พริก มะเขือ ถั่วต่าง ๆ จนกว่าจะปลูกไม่ได้ จึงเปลี่ยนไปปลูกไม้ทนร่ม เช่น ขิง ข่า และพืชหัว เป็นต้น พื้นที่ปลูกพืชผสมผสานเหล่านี้มีพื้นที่รวมกันประมาณ 4.5 ไร่ แต่ในบางท้องที่ขนาดของสระ และพื้นที่ปลูกข้าวรวมกันอาจน้อยกว่า 9 ไร่ พื้นที่ที่ลดลงอาจใช้ปลูกพืชผสมได้ รวมทั้งบริเวณรอบที่อาศัย คันดิน ทางเดิน และขอบสระอาจใช้ปลูกพืชต่าง ๆ ได้ นับพื้นที่รวมกันเป็นพื้นที่ปลูกพืชผสม พืชผสมเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้เป็นอาหารประจำวัน ได้แก่ ผัก ผลไม้ สมุนไพร และเครื่องเทศ ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยที่กินกับข้าวมาเป็นเวลาช้านาน เช่นเดียวกับข้าว และปลา โดยเฉพาะพืชผักพื้นเมือง ปัจจุบันมีมากกว่า 160 ชนิด บางชนิดมีพบทั่วทุกภาค ส่วนที่เหลือก็สามารถจำหน่ายเป็นรายได้ ตัวอย่างของพืชที่ควรเลือกปลูกได้แก่ 3.1 พืชสวน ( ไม้ผล ) เช่น มะม่วง มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน มะพร้าวน้ำหอม มะขาม ขนุน ละมุด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ส้มโชกุน ฝรั่ง น้อยหน่า กระท้อน มะละกอ ชมพู่ และกล้วย เป็นต้น 3.2 พืชสวน ( ผักยืนต้น ) เช่น แคบ้าน มะรุม สะเดา ชะอม ขี้เหล็ก ผักหวาน กระถิน เหลียง เนียง สะตอ หมุ่ย ทำมัง ชะมวง มันปู มะอึก มะกอก ย่านาง ถั่วมะแฮะ ตำลึง ถั่วพู และมะเขือเครือ เป็นต้น 3.3 พืชสวน ( ผักล้มลุก ) เช่น พริก กระเพราะ โหระพา ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ชะพลู แมงลัก สะระแหน่ บังบก มันเทศ มันสำปะหลัง เผือก บุก ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม มะเขือ ฟักเขียว ฟักทอง ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม ผักไผ่ หอม กระเทียม และมะละกอ เป็นต้น 3.4 พืชสวน ( ไม้ดอกและไม้ประดับ ) เช่น มะลิ ดาวเรือง บานไม่รู้โรย กุหลาบ รัก ซ่อนกลิ่น ปทุมมา กระเจียว และดอกไม้เพื่อทำดอกไม้แห้ง เป็นต้น 3.5 เห็ด เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ เป็นต้น 3.6 สมุนไพรและเครื่องเทศ บางชนิดจัดอยุ่ในกลุ่มพืชผักแล้ว เช่น พริก พริกไทย กระเพรา สะระแหน่ แมงลัก และตะไคร้ เป็นต้น แต่ยังมีบางประเภทที่ใช้เป็นยารักษาโรคและน้ำมันหอม เช่น ขมิ้นชัน (โรคกระเพาะ) พญายอหรือเสลดพังพอน (โรคเริม) ไพล (ปวดเมื่อย) ฟ้าทะลายโจร (แก้ไข้) มะแว้ง (แก้ไข้ และแก้ไอ) ชุมเห็ด และมะขามแขก (ยาระบายอ่อน ๆ ) ทองพันชั่ง (ความดันสูง) กระเทียม (ความดันสูง) ตะไคร้หอม (ยากันยุง) และแฝกหอม เป็นต้น 3.7 พืชน้ำ ปลูกในสระ เช่น ผักกระเฉด ผักบุ้งไทย กระจับ หน่อไม้ บัวสาย ผักกูด และโสน เป็นต้น 3.8 ไม้ยืนต้น (ใช้สอยและเชื้อเพลิง แต่บางชนิดมีส่วนที่กินได้) เช่น ไผ่ มะพร้าว ตาล เสียว กระถิน สะแก ยูคาลิปตัส สะเดา ขี้เหล็ก สัก ยางนา และหลายชนิดมีคุณสมบัติบำรุงดินด้วย เช่น ประดู่บ้าน ประดู่ป่า พยุง ชิงชัน กระถินณรงค์ กระถินพิมาน กระถินเทพา มะค่าโมง ทิ้งถ่อน จามรีป่า จามจุรี ทองหลาง กระถิ่นไทย และมะขามเทศ เป็นต้น 3.9 พืชไร่ พืชไร่หลายชนิดไม่เหมาะกับการปลูกผสมกับพืชอื่น เพราะต้องการแสงแดดมากและไม่ชอบการเบียดเสียด แต่อาจปลูกได้ในช่วงแรก ๆ ที่ไม้ยืนต้นยังไม่โตไม่แย่งร่มเงามากนัก บางชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตที่ยังสดอยู่และรับประทาน หรือจำหน่ายเป็นพืชผักซึ่งจะมีราคาดีกว่าเก็บผลผลิตแก่ พืชไร่เหล่านี้ ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ปอกระเจา อ้อยคั้นน้ำ และมันสำปะหลัง เป็นต้น บางชนิดเป็นพืชยืนต้น อาจปลูกตามริมแปลง หัวไร่ ปลายนาได้ เช่น นุ่น ละหุ่ง และฝ้ายสำลี เป็นต้น ส่วนดีของพืชไร่ คือผลผลิตเก็บไว้ได้นานต่างกับพืชสวนที่ผลิตผลเก็บไว้ไม่ได้นาน จะต้องรีบจำหน่ายรีบบริโภค หรือแปรรูปทันที 3.10 พืชบำรุงดิน และพืชคลุมดิน ชนิดที่เป็นพืชล้มลุก ควรปลูกแซมผลไม้ หรือไม้ยืนต้นขณะที่ต้นยังเล็กอยู่ หรือปลูกตามหลังข้าว เช่น ถั่วมะแฮะ ถั่วฮามาต้า โสนอัฟริกัน โสนพื้นเมือง ปอเทือง ถั่วพร้า รวมทั้งถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และถั่วพุ่ม เป็นต้น แต่บางชนิดเป็นพืชยืนต้น อาจปลูกผสมกับพืชอื่น หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนาไว้ บางอย่างอยู่ในกลุ่มพืชสวนที่บริโภคได้บางอย่างอยู่ในกลุ่มไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง เช่น ขี้เหล็ก กระถิน ชะอม ถั่วมะแฮะ สะตอ หางไหล มะขาม มะขามเทศ มะขามแขก ประดู่บ้าน ประดู่ไทย ทองหลาง และสะเดาช้าง เป็นต้น สำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเท หรือริมบ่อ ริมค้นดิน ควรปลูกแฝกเป็นแถวขวางแนวลาดเอียง เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน 3.11 แนวทางประกอบการพิจารณาเลือกปลูกพืชผสม พืชหลายชนิดใช้ทำประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง หรือเอนกประสงค์ หากเลือกปลูกพืชผสมหลายอย่างในพี้นที่เดียวกันต้องอาศัยคำแนะนำทางวิชาการ และประสบการณ์ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน เพราะพืชบางชนิดจะปลูกร่วมกันได้ บางชนิดไม่ได้ หลักการพิจารณาทั่ว ๆ ไป เลือกปลูกพืชที่มีความสูงของเรือนยอดต่าง ๆ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยแบ่งเป็นความสูงออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ 1. สูง เช่น มะพร้าว มะขาม ประดู่ ไผ่ ขนุน เหลียง สะตอ เนียง มะตูม เป็นต้น 2. ปานกลาง เช่น มะม่วง ส้ม มะนาว มะรุม ผักหวาน ขี้เหล็ก มะดัน กระท้อน น้อยหน่า กล้วย มะละกอ อ้อย สะเดา มะกรูด ชะมวง หมุ่ย ชะอม มะยม ทองหลาง มะกอกป่า มะเฟือง มะอึก ยอ เป็นต้น 3. ชั้นล่าง เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ สะระแหน่ บัวบก บอน กระชาย ขมิ้น ชะพลู สับปะรด บุก มันต่าง ๆ มะเขือต่าง ๆ พริก กระเจี๊ยบมอญ กระเจี๊ยบแดง ผักโขม เป็นต้น 3.12 กุศโลบายในการปลูกพืชผสมหลายอย่าง ปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ มีแนวทางส่งเสริม การปลูกพืชอาหารด้วยวิธีการแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น 1. พืชสวนครัว เช่น พริก กระเพราะ โหระพา แมงลัก ตะไคร้ มะกรูด พริกไทย มะอึก มะนาว (กะปิ น้ำปลา น้ำตาล) เป็นต้น 2. รั้วกินได้ เช่น ตำลึง ขจร โสน ถั่วพู มันปู กระถิน มะขามเทศ บวบ ฟักเขียว มะระ มะเขือเครือ ไผ่ น้ำเต้า ฟักข้าว ผักแป๋ม เป็นต้น 3. ผักส้มตำ เช่น มะละกอ ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม มะนาว พริก (กระเทียม น้ำตาล น้ำปลา ปู กุ้งแห้ง น้ำปลาร้า) 4. ผักข้าวยำ เช่น กระถิน ส้มโอ มะดัน มะขาม สะตอ ถั่วฝักยาว ตะไคร้ มะม่วง ข่า มะกรูด มะพร้าว (น้ำตาล น้ำปลา น้ำบูดู) 5. ผักแกงแค เช่น ชะอม ชะพลู กระเพราะขาว ตำลึง ฝักชีฝรั่ง ผักขี้หูด มะเขือเปราะ หน่อไม้ ผักเผ็ด ถั่วฝักยาว มะเขือพวง ตะไคร้ (พริกแห้ง กระเทียม หอมแดง กะปิ น้ำปลาร้า น้ำมัน เกลือ) (หมายเหตุ) องค์ประกอบในวงเล็บเป็นส่วนที่ผลิตจากพืชและสัตว์น้ำ ซึ่งมีการผลิตเป็นการค้า จำหน่ายอย่างแพร่หลายอยู่แล้วและราคาไม่แพงนัก ใช้จำนวนไม่มากถึงแม้จะผลิตได้เองแต่การซื้อจากตลาดบ้างน่าจะสะดวกกว่า 4. ร้อยละ 10 เป็นที่อยู่อาศัย ถนน คันดิน และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมประมาณ 1.5 ไร่ พื้นที่ส่วนนี้จะรวมคอกสัตว์เลี้ยง เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลเกษตร ปัจจัยการผลิต และเครื่องมือเครื่องทุ่นแรง ฯลฯ อาจรวมสวนรอบบ้านด้วย 5. การเลี้ยงสัตว์ ควรเลือกเลี้ยงสัตว์บก เช่น วัวนม หมู ไก่ เป็ด และสัตว์น้ำ เช่น ปลาตะเพียน ปลาสลิด ปลานิล ปลาทับทิม กุ้งก้ามกราม หอยขม ฯลฯ ได้เหมาะสมกับแรงงาน เงินทุน และพื้นที่ที่เหลือ ตลอดจนอาหารบางส่วนที่ได้จากในแปลงพืช (ต้นพืช รำข้าว ฟางข้าว มูลสัตว์ ฯลฯ ) โดยไม่เน้นเป็นรายได้หลัก แต่เพื่อเป็นรายได้เสริม และอาหารประจำวัน โดยเฉพาะปลาซึ่งเป็นอาหารประจำวันของคนไทยที่บริโภคร่วมกับข้าวและผักมาตั้งแต่โบราณกาล สำหรับเทคนิคของการเลี้ยงคงจะต้องเป็นไปตามคำแนะนำของนักวิชาการเช่นเดียวกับการปลูกพืช เช่น การสร้างคอกหรือเล้าสัตว์คล่อมริมบ่อปลา เพื่อใช้มูลสัตว์เป็นอาหารปลา หรือการขุดบ่อปลา ให้มีระดับความลึกต่าง ๆ กัน เป็นต้น การเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ตามหลักการที่ได้กล่าวมานี้ จะมุ่งเน้นในเขตเกษตรน้ำฝน ไม่มีน้ำชลประทาน ส่วนใหญ่จะเป็นชาวนา และชาวไร่ ปัจจุบันเขตดังกล่าวมีพื้นที่รวมกันประมาณ 102.6 ล้านไร่ หรือร้อยละ 69.0 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด (แบ่งเป็นนาในเขตเกษตรน้ำฝน ประมาณ 48.5 ล้านไร่ หรือร้อยละ 12.6 ข้าวและพืชในที่ดอน ประมาณ 35.7 ล้านไร่ หรือร้อยละ 24.0 ที่เหลือเป็นทุ่งหญ้าและที่รกร้างอีกประมาณ 18.4 ล้านไร่ หรือร้อยละ 12.4 ) เขตเหล่านี้เป็นเขตที่ผลิตผลการเกษตรค่อนข้างปรวนแปรไม่แน่นอน มีความเสี่ยงจากความเสียหายเนื่องจากศัตรูพืช และฝนฟ้าอากาศแปรปรวนอยู่เสมออาจมีฝนแล้งและน้ำท่วมภายในปีเดียวกันห่างไกลชุมชน การคมนาคมไม่ค่อยสะดวกหลายรายยังไม่ได้รับเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมักจะได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ทางราชการ ธนาคาร และธุรกิจเอกชนค่อนข้างน้อย ดังนั้นควรจะเป็นเขตเป้าหมายอันดับแรกของโครงการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” และควรได้รับการสนับสนุนจากทางราชการและธนาคารในระยะเริ่มแรก โดยเฉพาะการขุดสระน้ำสำหรับเก็บน้ำฝนตามธรรมชาติ การเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ในเขตใช้น้ำฝน ถึงแม้จะหวังพึ่งน้ำจากการเก็บกักน้ำฝนตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีแหล่งน้ำชลประทานของรัฐเสริมให้บ้างบางครั้งบางคราว ถึงแม้จะปริมาณน้อยแต่ก็ทำให้เป็นระบบการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สำหรับเขตชลประทาน และเขตพืชอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่รวมกันประมาณ 46.1 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.0 (นาชลประทานประมาณ 25.7 ล้านไร่ หรือร้อยละ 17.3 และเขตปลูกพืชอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สวนผลไม้ สวนกาแฟ ผัก และไร่สับปะรดส่งโรงงาน เป็นต้น ประมาณ 20.4 ล้านไร่ หรือร้อยละ 13.7 ) เป็นเขตที่มีผลิตผลการเกษตรที่ค่อนข้างไม่ปรวนแปร มีความเสี่ยงจากสภาพฝนฟ้าอากาศน้อย การคมนาคมค่อนข้างสะดวก ใกล้ชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ธนาคาร และธุรกิจภาคเอกชนค่อนข้างมาก มีกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือเอกสารการถือครองที่ดินค่อนข้างแน่นอน จึงเป็นเขตที่ไม่ค่อยเดือดร้อน ช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว เกษตรกรในเขตดังกล่าวนี้ จึงอาจจะทำการเกษตรแบบก้าวหน้าเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ควรจะต้องปรับใช้วิธีการที่พึ่งตนเองให้มากขึ้น ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศให้น้อยลง เช่น พันธุ์พืชและวัสดุการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ควรพยายามปลูกพืชผสมผสานให้มากกว่าหนึ่งชนิด และอย่าเสี่ยงการเพิ่มทุนหรือเพิ่มหนี้สินที่เกินกำลัง สำหรับพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทาน หรือมีแหล่งน้ำธรรมชาติสมบูรณ์หรือมีปริมาณฝนตกชุก เช่น ภาคใต้หรือภาคตะวันออก โดยทั่วไปจะมีการเกษตรกรรมแบบผสมผสานคล้ายคลึงกับการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” อยู่บ้างแล้ว และเกษตรกรรู้จักกันมาช้านานอย่างดี แต่สมมติฐานเบื้องต้นยังมิได้ตรงกับการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” นัก เช่นมีน้ำชลประทานสมบูรณ์ ใช้น้ำอย่างเต็มที่ มีพื้นที่มาก บางแห่งใช้เครื่องมือทุ่นแรง จ้างแรงงานทำงานแทน ข้อสำคัญคือไม่เดือดร้อนและไม่ยากจนนักหากจะทำการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ก็ทำได้ แต่เป็นการทำแบบประยุกต์ โดยจะต้องยึดหลักการปฏิบัติที่สำคัญ 2 ประการ คือ 1 แบ่งพื้นที่ทำกิจกรรมออกเป็นสัดส่วน 30: 30: 30:10 โดยประมาณ และอาจจะแบ่งเป็นแปลงย่อย ๆ หลายแปลงหรือแปลงใหญ่น้อยแปลงก็ได้ และ 2 จะต้องใช้น้ำอย่างประหยัด น้ำที่เคยได้รับจากธรรมชาติหรือจากโครงการชลประทานของรัฐบาลอย่างสมบูรณ์จะต้องเปลี่ยนไปสร้างสระเก็บไว้ใช้ส่วนตัว แล้วบริหารจัดการน้ำโดยตัวเอง โดยไม่หวังพึ่งน้ำจากรัฐบาลมากนัก ตลอดจนการช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายอื่น ๆ ที่อยู่ห่างคลองส่งน้ำของรัฐบาลมีโอกาสได้รับประโยชน์จากน้ำชลประทานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ไม่ว่าจะอยู่ในเขตใช้น้ำฝนหรือเขตใช้น้ำชลประทาน ถ้าหากหวังอาศัยน้ำชลประทานของรัฐบาลมาเสริม ก็ต้องยึดหลักการใช้น้ำและจัดการน้ำโดยประหยัด ดังกล่าวมาแล้ว และหลักการเช่นนี้จะทำให้ประโยชน์ของน้ำชลประทานมีคุณค่าแก่ประชาชนมากขึ้น และทำให้เขตพื้นที่ชลประทานขยายเพิ่มขึ้นกว่าการใช้น้ำชลประทานแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ 3-6 เท่า จึงเป็นการขยายความชุ่มชื้น ความสุข และความสมบูรณ์พูลสุขให้แก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น และเป็นการก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกรและสังคมในเขตชลประทาน และในเขตชนบทมากขึ้นกว่าเดิม ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สอง เมื่อการทำเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ขั้นที่หนึ่งมีมากรายขึ้น และผ่านไปหลาย ๆ ปีผลผลิตและรายได้จะมีเพิ่มขึ้น เกษตรกรจำเป็นจะต้องปรับปรุงตัวเองรวมกลุ่มกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ และร่วมแรงกันในเรื่องต่างๆ เช่น 1) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดินชลประทาน ฯลฯ ) 2) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต) 3) การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ ที่ผลิตไม่ได้เอง) 4) สวัสดิการ (สาธารณสุข ยารักษาโรค เงินกู้ ฯลฯ ) 5) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา ฯลฯ ) 6) สังคม และศาสนา เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความจำเป็นของชีวิตประจำวัน แต่ไม่อาจลงทุนลงแรงเพียงลำพังได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างเพื่อนบ้าน และของหน่วยราชการมูลนิธิและเอกชน ทฤษฎีใหม่ ขั้นที่สาม เมื่อกิจการขั้นที่หนึ่งและขั้นที่สองเจริญเติบโตขึ้น จำเป็นจะต้องพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีก โดยติดต่อร่วมมือกับแหล่งเงินทุน (ธนาคาร) และแหล่งพลังงาน (บริษัทน้ำมัน) หรือเอกชน เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ตั้งและบริหารโรงสี ตั้งและบริหารร้านสหกรณ์ (1.3) ช่วยการลงทุน (1.2) ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต (4,5,6) เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งฝ่ายเกษตรกร และฝ่ายธนาคารและบริษัทจะได้รับประโยชน์เกษตรกรขายข้าวในราคาถูก (ไม่กดราคา) ธนาคารและบริษัทซื้อข้าวในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรมาสีเอง) (2) เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคในราคาต่ำ เช่น สหกรณ์ ราคาขายส่ง (1.3) ธนาคารกับบริษัท (เอกชน) จะสามารถขยายบุคลากร ที่มา https://kruphanuphong.wordpress.com/เกษตรทฤษฎีใหม่/

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โคพันธุ์บลอนด์ดะคิแตน - Blonde d’ Aquitaine Cattle

จุดกำเนิดพันธุ์ โคบลอนด์ดะคิแตน เป็นโคของประเทศฝรั่งเศสที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อ บลอนด์ดะคิแตน มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 โดยพัฒนามาจากโค จากภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Garonnaise, Quercy และ Blonde des Pyrénées ซี่งมีถิ่นกำเนิดในที่ราบและ เนินเขา แห่ง Garonne และเทือกเขา Pyrenees ดังนั้นโคบลอนด์ดะคิแตน จึงเป็นโคที่สืบทอดพันธุกรรม มาจากโคในยุคกลาง ซึ่งใช้งานลากรถบรรทุกอาวุธและสินค้า ต่อมามีการผสมรวมกับพันธุ์ชอร์ตฮอร์น ชาร์ลโรเลส์ และ ลิมูซิน แต่ก็ได้มีการคัดเลือกย้อนกลับมาให้มีลักษณะเหมือนกับแบบดั้งเดิม โคบลอนด์ดะคิแตน จึงมีคุณค่าเป็นโคงาน และเป็นโคเพื่อผลิตทั้งเนื้อและนม พันธุ์โคบลอนด์ดะคิแตน ได้ผ่านการคัดเลือกมายาวนานจนเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนี้ กล้ามเนื้อของโคบลอนด์ดะคิแตน พัฒนาได้ดีมาก ความแข็งแรงและเชื่อง ก็เป็นผลมาจากการที่เคยเป็นโคงานมาก่อนในยุคเริ่มต้นการพัฒนาพันธุ์ สมุดบันทึกพันธุ์ประวัติโคบลอนด์ดะคิแตน ของฝรั่งเศสเริ่มขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960s ปัจจุบันมีผู้ผลิตพันธุ์โคบลอนด์ดะคิแตนในฝรั่งเศส กว่า 26000 ราย ซึ่งร่วมในการบันทึกการทดสอบสมรรถภาพ 2800 ราย มีจำนวนแม่โค 80000 ตัว และมีสมาชิกในสมุดบันทึกพันธุ์ประวัติ 1600 ราย มีจำนวนแม่โคกว่า 32000 ตัว โคบลอนด์ดะคิแตน เป็นโคที่เลี้ยงมากเป็นอันดับสาม ในฝรั่งเศส โดยมีแม่โคบลอนด์ดะคิแตนมากกว่า 350000 ตัว ลักษณะประจำพันธุ์ โคบลอนด์ดะคิแตน เป็นโคเนื้อขนาดใหญ่ที่มีลำตัวยาว มีช่วงอกและสะโพกใหญ่ แม่โคโดยเฉลี่ยจะมีความสูงที่หัวไหล่ ประมาณ 150 ซ.ม. และมีน้ำหนักระหว่าง 800-1100 ก.ก. ขณะที่พ่อโคมีความสูงเฉลี่ย 160 ซ.ม. และมีน้ำหนักระหว่าง 1300-1500 ก.ก. แม่โคส่วนใหญ่จะมีเขาที่มีลักษณะโค้งลง และเชื่อง มีสีเหมือนเปลือกข้าวโพด จมูกสีชมพู กีบสีซีด ซึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากบรรพบุรุษคือลักษณะของสายพันธุ์ Garonnais ที่ในอดีตเลี้ยงไว้ใช้แรงงาน แม่โคจะมีกระดูกเชิงกรานกว้าง ทำให้คลอดง่ายแม้ว่าลูกจะมีโครงร่างใหญ่ โคบลอนด์ดะคิแตน สามารถทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายได้ สามารถเลี้ยงได้ในบริเวณที่เย็นจัด(-30 องศาเซลเซียส ในควีเบค แคนาดา) จนถึงร้อนจัด(40 องศาเซลเซียส ในโปรตุเกส) การเลี้ยงโคบลอนด์ดะคิแตนในประเทศไทย ในระหว่างปี 2541-42 กรมปศุสัตว์ ได้ทดลองนำน้ำเชื้อโคบลอนด์ดะคิแตนมาผสมกับแม่โคบราห์มัน ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พิษณุโลก อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก จากการทดสอบการเจริญเติบโตของลูกผสมบราห์มันกับบลอนด์ดะคิแตน 40 ตัว(เพศผู้ 22 ตัว เพศเมีย 18 ตัว) พบว่า มีน้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 30.32 ก.ก. น้ำหนักปรับที่ 200 วัน เฉลี่ย 212.75 ก.ก. น้ำหนักปรับที่ 400 วัน เพศเมีย เฉลี่ย 218.08 ก.ก. และได้ทำการขุนโคลูกผสมบราห์มันกับบลอนด์ดะคิแตน ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยใช้เพศผู้ไม่ตอน อายุประมาณ 1 ปี น้ำหนักเริ่มต้น ประมาณ 200 ก.ก. สิ้นสุดการขุนที่น้ำหนักประมาณ 450 ก.ก. โดยกินอาหารข้นโปรตีนไม่น้อยกว่า 12% และฟาง อย่างเต็มที่ มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยวันละ 1130 กรัม ซึ่งลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดแตกต่างจากลูกผสมบราห์มันกับชาร์ลโรเลส์น้อยมาก โคบลอนด์ดะคิแตน จึงเป็นพันธุ์โคเนื้อที่น่าสนใจมากอีกพันธุ์หนึ่งที่จะสามารถพัฒนาพันธุ์โคเนื้อไทยได้ดี นอกจากพันธุกรรมด้านการสร้างกล้ามเนื้อและการเจริญเติบโตแล้ว พันธุกรรมในการทนร้อนและปรับตัวในสภาพแวดล้อมได้หลากหลาย จึงน่าสนใจที่จะมีการทดลองพัฒนาพันธุ์โคบลอนด์ดะคิแตน ในประเทศไทย จนเป็นพันธุ์แท้ ด้วยการผสมยกระดับสายเลือด ที่มา...http://www.thailivestock.com/cattle_handling/

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โคพันธุ์ตาก

พันธุ์ ตาก (Tak) ถิ่นกำเนิด ไทย ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เป็นลูกผสมระหว่าง62.5%ชาร์โรเลส์กับ37.5%บราห์มัน สีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีทอง ลำตัวคล้ายชาร์โรเลส์ ทนร้อน เนื้อดี โตเร็ว เหมาะสำหรับใช้ขุน โคพันธุ์ตาก เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ที่โตเร็ว เนื้อนุ่ม เพื่อทดแทนการนำเข้าพันธุ์โคและเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศ การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูงจากประเทศฝรั่งเศส ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก 1) ที่มีเลือด 50% ชาร์โรเล่ส์ และ 50% บราห์มัน แล้วผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 1 ดังกล่าวด้วยน้ำเชื้อหรือพ่อบราห์มันพันธุ์แท้ได้ลูกโคชั่วที่ 2 (เรียกโคพันธุ์ตาก 2) ซึ่งมีเลือด 25% ชาร์โรเล่ส์ และ 75% บราห์มัน จากนั้นผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 2 ด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูง ได้ลูกโคชั่วที่ 3 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก) ซึ่งมีเลือด 62.5% ชาร์โรเล่ส์ และ 37.5% บราห์มัน แล้วนำโคชั่วที่ 3 ผสมกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ตาก ข้อดีของโคพันธุ์ตากมีดังนี้ 1.มีการเติบโตเร็ว เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก (marbling) ซากมีขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี 2.เลี้ยงง่าย หากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร 3.เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมืองโคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูก มาเลี้ยงเป็นโคขุนได้ 4.แม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตาก ผสมพันธุ์ที่แม่โคอายุ 14 เดือน น้ำหนัก 280 กก. ขึ้นไป ข้อเสียของโคพันธุ์นี้มีดังนี้ 1.การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลี้ยงในสภาพปล่อยป่าหรือปล่อยทุ่ง ควรใช้พันธุ์ตาก 1 หรือโคพันธุ์ตาก 2

โคพันธุ์แองกัส - Angus Cattle

โคแองกัส - Angus Breed ดร.สรรเพชญ โสภณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร แองกัส เป็นโคเนื้อพันธุ์เก่าแก่อันดับ 3 ที่ได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์โคถัดจากชอร์ตฮอร์นและเฮอร์ฟอร์ด โคแองกัสเป็นโคไม่มีเขาโดยธรรมชาติ มีสีดำทั้งตัว อาจจะมีสีขาวได้บ้างบริเวณเต้านม โคแองกัสเป็นโคที่มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง คลอดลูกง่าย ถึงวัยเจริญพันธุ์เร็ว พ่อโคแองกัสมีความสมบูรณ์พันธุ์ดี ผสมติดในอัตราสูงแม้จะคุมฝูงขนาดใหญ่และให้ลูกได้อย่างต่อเนื่องในฝูง ส่วนแม่โคแองกัสเป็นแม่โคที่ดี ดูแลง่าย ถูกคัดเลือกมาให้มีขนาดปานกลางและมีความสามารถในการให้ลูกได้อย่างสม่ำเสมอ ในด้านการให้เนื้อ โคแองกัสสามารถขุนให้ได้น้ำหนักที่ต้องการได้เร็ว ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่ดี มีพื้นที่หน้าตัดสันนอกใหญ่และเปอร์เซ็นต์ซากสูง ในเนื้อมีไขมันแทรกมาก ให้ความรู้สึกดีในการบริโภคสูงเมื่อเทียบกับโคเนื้อพันธุ์อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีลักษณะสะสมทางพันธุกรรมที่ดี สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดีของโคเนื้อที่ดีออกไปได้มาก เมื่อใช้ผสมรวมพันธ์กับโคพันธุ์อื่นในการผลิต โคเนื้อเชิงพาณิชย์ โคแองกัสในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในอังกฤษ อเมริกา และ ออสเตรเลีย โดยมีชื่อเสียงในด้านของความสามารถผลิตเนื้อคุณภาพสูง ให้เนื้อนุ่ม มีสีแดงสวยและมีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อมาก ร้านสเต็คที่มีใบรับประกันว่าใช้เนื้อจากโคแองกัส ก็มักจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ กำเนิดพันธุ์ โคแองกัส แต่เดิมเมื่อเริ่มจดทะเบียนเรียกว่า อเบอร์ดีน แองกัส ได้รับการพัฒนาพันธ์มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 จากโคดั้งเดิมที่ไม่มีเขาซึ่งส่วนใหญ่มีสีดำ และอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสก๊อตแลนด์ ซึ่งในท้องถิ่นเรียกว่า “ด๊อดดี”(doddies) และ “ฮัมลีย์”(Hummlines) ได้มีการผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์โคเหล่านี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1808 ในระยะเริ่มแรกการคัดเลือกและปรับปรุงพันธ์ทำในพื้นที่เมืองแองกัสอเบอร์ดีน ออฟโมเรย์ พันธุ์โคจากพื้นที่เหล่านี้ได้สืบทอดกันมาจนนำมาสู่การจดทะเบียนเป็นพันธุ์อเบอร์ดีน แองกัส ในปี ค.ศ.1862 และกระจายไปทั่วเกาะอังกฤษ และไอร์แลนด์จนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย จุดเด่นของโคแองกัส - คลอดง่าย ให้ลูกแข็งแรงและมีชีวิตรอดสูง เพราะแม่โคแองกัสมีสัญชาตญาณในความเป็นแม่ที่ดี และลูกโคแองกัสก็มีสัญชาติญาณในการอยู่รอดสูงเช่นกัน ลูกโคแองกัสจะลุกขึ้นยืนและเริ่มดูดนมได้เร็วหลังจากคลอด - ลักษณะความเป็นแม่ยอดเยี่ยม ความสามารถในการให้น้ำนมสูง - ถึงวัยเจริญพันธุ์เร็ว มีความสมบูรณ์สูงและต่อเนื่อง - ไม่มีเขาโดยธรรมชาติ - ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี - อัตราการแลกเนื้อดี แม้จะเป็นลูกผสมกับโคพันธุ์อื่น - ไขมันแทรกกล้ามเนื้อดีโดยธรรมชาติ ทำให้เนื้อนุ่ม มีรสชาติดี สีเนื้อและสีไขมันสวย - ขนาดและคุณภาพซากพอเหมาะดี

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

การเลี้ยงโคขุน

อาชีพการเลี้ยงโคขุนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูง, ตลาดโคเนื้อมีความต้องการเนื้อโคขุนสูงขึ้น ผู้บริโภคมีความรู้และเลือกซื้อเนื้อคุณภาพดีมากขึ้น, และพื้นที่ที่เลี้ยงโคขุนไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่กว้างมาก ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงโคแบบปล่อยแปลง ประกอบกับปัจจุบันมีการพัฒนา คัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์โคให้มีโครงร่างใหญ่โต เร็ว ซึ่งเหมาะกับการขุนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การขุนโค หมายถึง การนำโคมาเลี้ยงให้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยอาหารข้นและอาหารหยาบเพื่อให้มีการพัฒนาโครงสร้างเนื้ออย่างรวดเร็ว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (บางแห่งนิยมเริ่มขุนโคที่น้ำหนักเริ่มต้น 200-250 กก.ใช้เวลา 6 เดือน จนได้น้ำหนัก 400-450 กก. หรือบางแห่งใช้ระยะขุน 9-13 เดือน จนได้น้ำหนัก 500-600 กก., โดยเฉลี่ย 10 - 11 เดือน เป็นต้น) เหตุใด เนื้อโคขุน จึงได้รับความนิยมในท้องตลาด ? เนื่องจากเนื้อโคขุนจะมีความนุ่มและชุ่มฉ่ำกว่าเนื้อโคทั่วไปเพราะมีไขมันแทรกตามเส้นใยกล้ามเนื้อ(marbling) มากซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเนื้อคุณภาพสูงเพื่อนำไป ประกอบอาหาร เช่น สเต็ก เนื้ออบ เป็นต้น การเลี้ยงโคเนื้อโคขุน ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าและสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยในช่วง3 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีส่งเสริมกิจกรรมการ เลี้ยงโคขุนให้เป็นรูปธรรม ในแง่การเลี้ยงแม่โคเนื้อเพื่อผลิตลูกโคขุนพันธุ์ดี และการเลี้ยงลูกโคเนื้อพันธุ์ดีเพื่อเลี้ยงเป็นโคขุนต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้พันธุ์โคที่เหมาะสำหรับ การเลี้ยงเป็นโคขุนคือโคเนื้อลูกผสมบราห์มันหรือชาโรเลส์ (เช่น โคลูกผสมไทยพื้นเมือง 25% บราห์มัน25% ชาโรเล่ส์ 50% , โคลูกผสมบราห์มัน50% และชาโรเล่ส์ 50% หรือ โคลูกผสมบราห์มัน50% และแองกัส50% เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว ใช้อาหารดี คุณภาพซากดี เป็นต้น) ประกอบกับการส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มต้นน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเพื่อผลิตโคเนื้อลูกผสม , กลุ่มกลางน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อลูกผสมพันธุ์ชาโรเลส์ (Charolais) และ กลุ่มปลายน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อส่งโคเข้าตลาดรับซื้อโคขุน วิธีการขุนโคเนื้อ วิธีขุนโค แบ่งออกเป็น 2 วิธี ตามการให้อาหาร คือ 1. การขุนด้วยการให้อาหารหยาบเพียงอย่างเดียว โดยจะต้องได้รับหญ้าสดที่มีคุณภาพดี อาจตัดให้กินหรือปล่อยเลี้ยงในทุ่งหญ้า การขุนวิธีนี้ไม่แตกต่างกับการเลี้ยงโคเนื้อทั่ว ๆ ไปมากนัก จะต้องใช้ระยะเวลานานในการเพิ่มน้ำหนักตัวตามต้องการ อีกทั้งยังได้เนื้อที่ไม่ค่อยมีคุณภาพดีเท่าที่ควรแต่ก็อาจเหมาะสมกับความต้องการของตลาดในท้องถิ่น ซึ่งไม่ต้องการบริโภคเนื้อที่มีคุณภาพสูงมากนัก และค่าใช้จ่ายในการขุนวิธีนี้ก็ยังต่ำอีกด้วย 2. การขุนด้วยอาหารหยาบเสริมด้วยอาหารข้น เป็นธุรกิจการขุนโคที่ต้องลงทุนสูง มุ่งให้ได้เนื้อโคขุนคุณภาพดี ส่งขายให้กับตลาดเนื้อชั้นสูง แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ตามอายุและคุณภาพเนื้อที่ได้ดังนี้ คือ 2.1 การขุนลูกโคอ่อน เพื่อส่งโรงฆ่าเมื่ออายุน้อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ลูกโคนมเพศผู้ เริ่มขุนตั้งแต่ลูกโคอายุได้ 1 สัปดาห์ หรือหลังจากได้รับนมน้ำเหลืองตามกำหนดแล้ว อาหารที่ใช้ลงทุน จะใช้หางนมผงเป็นหลัก ใช้เวลาขุนจนลูกโคมีอายุประมาณ 6-8 เดือน โคจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วได้เนื้อที่มีคุณภาพดี เมื่อส่งโรงฆ่า 2.2 การขุนโคที่เริ่มขุนเมื่อโคมีอายุประมาณ 1 1/2 ปี หรือมีน้ำหนักประมาณ 200-250 กก. ใช้ระยะเวลาขุนประมาณ 6 เดือน ให้ได้น้ำหนัก 400-450 กก. แล้วส่งโรงฆ่า เป็นรูปแบบการขุนที่นิยมกันแพร่หลายในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้โคเนื้อลูกผสมที่ทดสอบแล้วว่ามีการเจริญเติบโตดี คุณภาพเนื้อที่ได้จะดีกว่าการขุนในรูปแบบอื่นมาก และเกษตรกรหันมายึดเป็นอาชีพกันมากขึ้นในปัจจุบัน 2.3 การขุนโคที่มีอายุมาก หรือโคที่โตเต็มวัยแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นโคที่ปลดจากการใช้แรงงาน ซึ่งมีอายุมักจะไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นการขุนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเพียงบางส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มไขมันหุ้มซาก โดยไม่สนใจไขมันแทรกในเนื้อ จะใช้เวลาในการขุนประมาณ 3 เดือน โคที่ได้จากการขุนประเภทนี้โดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า "โคมัน" ..................... คุณกมลชนก สร้อยเพชร อาชีพ สัตวแพทย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธา และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร ถ.ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000