มนัส ชุมทอง ปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

...ยินดีต้อนรับท่านสู่...สำนักงานปศุสัตว์อำเภอพรหมคีรี...จังหวัดนครศรีธรรมราช...ด้วยความยินดียิ่ง...

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โคพันธุ์บลอนด์ดะคิแตน - Blonde d’ Aquitaine Cattle

จุดกำเนิดพันธุ์ โคบลอนด์ดะคิแตน เป็นโคของประเทศฝรั่งเศสที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อ บลอนด์ดะคิแตน มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 โดยพัฒนามาจากโค จากภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส 3 สายพันธุ์ ได้แก่ Garonnaise, Quercy และ Blonde des Pyrénées ซี่งมีถิ่นกำเนิดในที่ราบและ เนินเขา แห่ง Garonne และเทือกเขา Pyrenees ดังนั้นโคบลอนด์ดะคิแตน จึงเป็นโคที่สืบทอดพันธุกรรม มาจากโคในยุคกลาง ซึ่งใช้งานลากรถบรรทุกอาวุธและสินค้า ต่อมามีการผสมรวมกับพันธุ์ชอร์ตฮอร์น ชาร์ลโรเลส์ และ ลิมูซิน แต่ก็ได้มีการคัดเลือกย้อนกลับมาให้มีลักษณะเหมือนกับแบบดั้งเดิม โคบลอนด์ดะคิแตน จึงมีคุณค่าเป็นโคงาน และเป็นโคเพื่อผลิตทั้งเนื้อและนม พันธุ์โคบลอนด์ดะคิแตน ได้ผ่านการคัดเลือกมายาวนานจนเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนี้ กล้ามเนื้อของโคบลอนด์ดะคิแตน พัฒนาได้ดีมาก ความแข็งแรงและเชื่อง ก็เป็นผลมาจากการที่เคยเป็นโคงานมาก่อนในยุคเริ่มต้นการพัฒนาพันธุ์ สมุดบันทึกพันธุ์ประวัติโคบลอนด์ดะคิแตน ของฝรั่งเศสเริ่มขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960s ปัจจุบันมีผู้ผลิตพันธุ์โคบลอนด์ดะคิแตนในฝรั่งเศส กว่า 26000 ราย ซึ่งร่วมในการบันทึกการทดสอบสมรรถภาพ 2800 ราย มีจำนวนแม่โค 80000 ตัว และมีสมาชิกในสมุดบันทึกพันธุ์ประวัติ 1600 ราย มีจำนวนแม่โคกว่า 32000 ตัว โคบลอนด์ดะคิแตน เป็นโคที่เลี้ยงมากเป็นอันดับสาม ในฝรั่งเศส โดยมีแม่โคบลอนด์ดะคิแตนมากกว่า 350000 ตัว ลักษณะประจำพันธุ์ โคบลอนด์ดะคิแตน เป็นโคเนื้อขนาดใหญ่ที่มีลำตัวยาว มีช่วงอกและสะโพกใหญ่ แม่โคโดยเฉลี่ยจะมีความสูงที่หัวไหล่ ประมาณ 150 ซ.ม. และมีน้ำหนักระหว่าง 800-1100 ก.ก. ขณะที่พ่อโคมีความสูงเฉลี่ย 160 ซ.ม. และมีน้ำหนักระหว่าง 1300-1500 ก.ก. แม่โคส่วนใหญ่จะมีเขาที่มีลักษณะโค้งลง และเชื่อง มีสีเหมือนเปลือกข้าวโพด จมูกสีชมพู กีบสีซีด ซึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดพันธุกรรมมาจากบรรพบุรุษคือลักษณะของสายพันธุ์ Garonnais ที่ในอดีตเลี้ยงไว้ใช้แรงงาน แม่โคจะมีกระดูกเชิงกรานกว้าง ทำให้คลอดง่ายแม้ว่าลูกจะมีโครงร่างใหญ่ โคบลอนด์ดะคิแตน สามารถทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายได้ สามารถเลี้ยงได้ในบริเวณที่เย็นจัด(-30 องศาเซลเซียส ในควีเบค แคนาดา) จนถึงร้อนจัด(40 องศาเซลเซียส ในโปรตุเกส) การเลี้ยงโคบลอนด์ดะคิแตนในประเทศไทย ในระหว่างปี 2541-42 กรมปศุสัตว์ ได้ทดลองนำน้ำเชื้อโคบลอนด์ดะคิแตนมาผสมกับแม่โคบราห์มัน ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พิษณุโลก อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก จากการทดสอบการเจริญเติบโตของลูกผสมบราห์มันกับบลอนด์ดะคิแตน 40 ตัว(เพศผู้ 22 ตัว เพศเมีย 18 ตัว) พบว่า มีน้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 30.32 ก.ก. น้ำหนักปรับที่ 200 วัน เฉลี่ย 212.75 ก.ก. น้ำหนักปรับที่ 400 วัน เพศเมีย เฉลี่ย 218.08 ก.ก. และได้ทำการขุนโคลูกผสมบราห์มันกับบลอนด์ดะคิแตน ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยใช้เพศผู้ไม่ตอน อายุประมาณ 1 ปี น้ำหนักเริ่มต้น ประมาณ 200 ก.ก. สิ้นสุดการขุนที่น้ำหนักประมาณ 450 ก.ก. โดยกินอาหารข้นโปรตีนไม่น้อยกว่า 12% และฟาง อย่างเต็มที่ มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยวันละ 1130 กรัม ซึ่งลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดแตกต่างจากลูกผสมบราห์มันกับชาร์ลโรเลส์น้อยมาก โคบลอนด์ดะคิแตน จึงเป็นพันธุ์โคเนื้อที่น่าสนใจมากอีกพันธุ์หนึ่งที่จะสามารถพัฒนาพันธุ์โคเนื้อไทยได้ดี นอกจากพันธุกรรมด้านการสร้างกล้ามเนื้อและการเจริญเติบโตแล้ว พันธุกรรมในการทนร้อนและปรับตัวในสภาพแวดล้อมได้หลากหลาย จึงน่าสนใจที่จะมีการทดลองพัฒนาพันธุ์โคบลอนด์ดะคิแตน ในประเทศไทย จนเป็นพันธุ์แท้ ด้วยการผสมยกระดับสายเลือด ที่มา...http://www.thailivestock.com/cattle_handling/

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โคพันธุ์ตาก

พันธุ์ ตาก (Tak) ถิ่นกำเนิด ไทย ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เป็นลูกผสมระหว่าง62.5%ชาร์โรเลส์กับ37.5%บราห์มัน สีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีทอง ลำตัวคล้ายชาร์โรเลส์ ทนร้อน เนื้อดี โตเร็ว เหมาะสำหรับใช้ขุน โคพันธุ์ตาก เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ที่โตเร็ว เนื้อนุ่ม เพื่อทดแทนการนำเข้าพันธุ์โคและเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศ การสร้างพันธุ์ในฝูงปรับปรุงพันธุ์ ดำเนินการโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูงจากประเทศฝรั่งเศส ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก 1) ที่มีเลือด 50% ชาร์โรเล่ส์ และ 50% บราห์มัน แล้วผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 1 ดังกล่าวด้วยน้ำเชื้อหรือพ่อบราห์มันพันธุ์แท้ได้ลูกโคชั่วที่ 2 (เรียกโคพันธุ์ตาก 2) ซึ่งมีเลือด 25% ชาร์โรเล่ส์ และ 75% บราห์มัน จากนั้นผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 2 ด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูง ได้ลูกโคชั่วที่ 3 (เรียกว่าโคพันธุ์ตาก) ซึ่งมีเลือด 62.5% ชาร์โรเล่ส์ และ 37.5% บราห์มัน แล้วนำโคชั่วที่ 3 ผสมกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่าโคพันธุ์ตาก ข้อดีของโคพันธุ์ตากมีดังนี้ 1.มีการเติบโตเร็ว เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก (marbling) ซากมีขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี 2.เลี้ยงง่าย หากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร 3.เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมืองโคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูก มาเลี้ยงเป็นโคขุนได้ 4.แม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ที่ศูนย์ฯตาก ผสมพันธุ์ที่แม่โคอายุ 14 เดือน น้ำหนัก 280 กก. ขึ้นไป ข้อเสียของโคพันธุ์นี้มีดังนี้ 1.การเลี้ยงต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควร ไม่เหมาะที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลี้ยงในสภาพปล่อยป่าหรือปล่อยทุ่ง ควรใช้พันธุ์ตาก 1 หรือโคพันธุ์ตาก 2

โคพันธุ์แองกัส - Angus Cattle

โคแองกัส - Angus Breed ดร.สรรเพชญ โสภณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร แองกัส เป็นโคเนื้อพันธุ์เก่าแก่อันดับ 3 ที่ได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์โคถัดจากชอร์ตฮอร์นและเฮอร์ฟอร์ด โคแองกัสเป็นโคไม่มีเขาโดยธรรมชาติ มีสีดำทั้งตัว อาจจะมีสีขาวได้บ้างบริเวณเต้านม โคแองกัสเป็นโคที่มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง คลอดลูกง่าย ถึงวัยเจริญพันธุ์เร็ว พ่อโคแองกัสมีความสมบูรณ์พันธุ์ดี ผสมติดในอัตราสูงแม้จะคุมฝูงขนาดใหญ่และให้ลูกได้อย่างต่อเนื่องในฝูง ส่วนแม่โคแองกัสเป็นแม่โคที่ดี ดูแลง่าย ถูกคัดเลือกมาให้มีขนาดปานกลางและมีความสามารถในการให้ลูกได้อย่างสม่ำเสมอ ในด้านการให้เนื้อ โคแองกัสสามารถขุนให้ได้น้ำหนักที่ต้องการได้เร็ว ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่ดี มีพื้นที่หน้าตัดสันนอกใหญ่และเปอร์เซ็นต์ซากสูง ในเนื้อมีไขมันแทรกมาก ให้ความรู้สึกดีในการบริโภคสูงเมื่อเทียบกับโคเนื้อพันธุ์อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีลักษณะสะสมทางพันธุกรรมที่ดี สามารถถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดีของโคเนื้อที่ดีออกไปได้มาก เมื่อใช้ผสมรวมพันธ์กับโคพันธุ์อื่นในการผลิต โคเนื้อเชิงพาณิชย์ โคแองกัสในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในอังกฤษ อเมริกา และ ออสเตรเลีย โดยมีชื่อเสียงในด้านของความสามารถผลิตเนื้อคุณภาพสูง ให้เนื้อนุ่ม มีสีแดงสวยและมีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อมาก ร้านสเต็คที่มีใบรับประกันว่าใช้เนื้อจากโคแองกัส ก็มักจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ กำเนิดพันธุ์ โคแองกัส แต่เดิมเมื่อเริ่มจดทะเบียนเรียกว่า อเบอร์ดีน แองกัส ได้รับการพัฒนาพันธ์มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 จากโคดั้งเดิมที่ไม่มีเขาซึ่งส่วนใหญ่มีสีดำ และอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสก๊อตแลนด์ ซึ่งในท้องถิ่นเรียกว่า “ด๊อดดี”(doddies) และ “ฮัมลีย์”(Hummlines) ได้มีการผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์โคเหล่านี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1808 ในระยะเริ่มแรกการคัดเลือกและปรับปรุงพันธ์ทำในพื้นที่เมืองแองกัสอเบอร์ดีน ออฟโมเรย์ พันธุ์โคจากพื้นที่เหล่านี้ได้สืบทอดกันมาจนนำมาสู่การจดทะเบียนเป็นพันธุ์อเบอร์ดีน แองกัส ในปี ค.ศ.1862 และกระจายไปทั่วเกาะอังกฤษ และไอร์แลนด์จนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย จุดเด่นของโคแองกัส - คลอดง่าย ให้ลูกแข็งแรงและมีชีวิตรอดสูง เพราะแม่โคแองกัสมีสัญชาตญาณในความเป็นแม่ที่ดี และลูกโคแองกัสก็มีสัญชาติญาณในการอยู่รอดสูงเช่นกัน ลูกโคแองกัสจะลุกขึ้นยืนและเริ่มดูดนมได้เร็วหลังจากคลอด - ลักษณะความเป็นแม่ยอดเยี่ยม ความสามารถในการให้น้ำนมสูง - ถึงวัยเจริญพันธุ์เร็ว มีความสมบูรณ์สูงและต่อเนื่อง - ไม่มีเขาโดยธรรมชาติ - ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี - อัตราการแลกเนื้อดี แม้จะเป็นลูกผสมกับโคพันธุ์อื่น - ไขมันแทรกกล้ามเนื้อดีโดยธรรมชาติ ทำให้เนื้อนุ่ม มีรสชาติดี สีเนื้อและสีไขมันสวย - ขนาดและคุณภาพซากพอเหมาะดี

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

การเลี้ยงโคขุน

อาชีพการเลี้ยงโคขุนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูง, ตลาดโคเนื้อมีความต้องการเนื้อโคขุนสูงขึ้น ผู้บริโภคมีความรู้และเลือกซื้อเนื้อคุณภาพดีมากขึ้น, และพื้นที่ที่เลี้ยงโคขุนไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่กว้างมาก ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงโคแบบปล่อยแปลง ประกอบกับปัจจุบันมีการพัฒนา คัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์โคให้มีโครงร่างใหญ่โต เร็ว ซึ่งเหมาะกับการขุนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การขุนโค หมายถึง การนำโคมาเลี้ยงให้เติบโตอย่างรวดเร็วโดยอาหารข้นและอาหารหยาบเพื่อให้มีการพัฒนาโครงสร้างเนื้ออย่างรวดเร็ว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (บางแห่งนิยมเริ่มขุนโคที่น้ำหนักเริ่มต้น 200-250 กก.ใช้เวลา 6 เดือน จนได้น้ำหนัก 400-450 กก. หรือบางแห่งใช้ระยะขุน 9-13 เดือน จนได้น้ำหนัก 500-600 กก., โดยเฉลี่ย 10 - 11 เดือน เป็นต้น) เหตุใด เนื้อโคขุน จึงได้รับความนิยมในท้องตลาด ? เนื่องจากเนื้อโคขุนจะมีความนุ่มและชุ่มฉ่ำกว่าเนื้อโคทั่วไปเพราะมีไขมันแทรกตามเส้นใยกล้ามเนื้อ(marbling) มากซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเนื้อคุณภาพสูงเพื่อนำไป ประกอบอาหาร เช่น สเต็ก เนื้ออบ เป็นต้น การเลี้ยงโคเนื้อโคขุน ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าและสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยในช่วง3 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีส่งเสริมกิจกรรมการ เลี้ยงโคขุนให้เป็นรูปธรรม ในแง่การเลี้ยงแม่โคเนื้อเพื่อผลิตลูกโคขุนพันธุ์ดี และการเลี้ยงลูกโคเนื้อพันธุ์ดีเพื่อเลี้ยงเป็นโคขุนต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้พันธุ์โคที่เหมาะสำหรับ การเลี้ยงเป็นโคขุนคือโคเนื้อลูกผสมบราห์มันหรือชาโรเลส์ (เช่น โคลูกผสมไทยพื้นเมือง 25% บราห์มัน25% ชาโรเล่ส์ 50% , โคลูกผสมบราห์มัน50% และชาโรเล่ส์ 50% หรือ โคลูกผสมบราห์มัน50% และแองกัส50% เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว ใช้อาหารดี คุณภาพซากดี เป็นต้น) ประกอบกับการส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มต้นน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเพื่อผลิตโคเนื้อลูกผสม , กลุ่มกลางน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อลูกผสมพันธุ์ชาโรเลส์ (Charolais) และ กลุ่มปลายน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อส่งโคเข้าตลาดรับซื้อโคขุน วิธีการขุนโคเนื้อ วิธีขุนโค แบ่งออกเป็น 2 วิธี ตามการให้อาหาร คือ 1. การขุนด้วยการให้อาหารหยาบเพียงอย่างเดียว โดยจะต้องได้รับหญ้าสดที่มีคุณภาพดี อาจตัดให้กินหรือปล่อยเลี้ยงในทุ่งหญ้า การขุนวิธีนี้ไม่แตกต่างกับการเลี้ยงโคเนื้อทั่ว ๆ ไปมากนัก จะต้องใช้ระยะเวลานานในการเพิ่มน้ำหนักตัวตามต้องการ อีกทั้งยังได้เนื้อที่ไม่ค่อยมีคุณภาพดีเท่าที่ควรแต่ก็อาจเหมาะสมกับความต้องการของตลาดในท้องถิ่น ซึ่งไม่ต้องการบริโภคเนื้อที่มีคุณภาพสูงมากนัก และค่าใช้จ่ายในการขุนวิธีนี้ก็ยังต่ำอีกด้วย 2. การขุนด้วยอาหารหยาบเสริมด้วยอาหารข้น เป็นธุรกิจการขุนโคที่ต้องลงทุนสูง มุ่งให้ได้เนื้อโคขุนคุณภาพดี ส่งขายให้กับตลาดเนื้อชั้นสูง แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ตามอายุและคุณภาพเนื้อที่ได้ดังนี้ คือ 2.1 การขุนลูกโคอ่อน เพื่อส่งโรงฆ่าเมื่ออายุน้อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ลูกโคนมเพศผู้ เริ่มขุนตั้งแต่ลูกโคอายุได้ 1 สัปดาห์ หรือหลังจากได้รับนมน้ำเหลืองตามกำหนดแล้ว อาหารที่ใช้ลงทุน จะใช้หางนมผงเป็นหลัก ใช้เวลาขุนจนลูกโคมีอายุประมาณ 6-8 เดือน โคจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วได้เนื้อที่มีคุณภาพดี เมื่อส่งโรงฆ่า 2.2 การขุนโคที่เริ่มขุนเมื่อโคมีอายุประมาณ 1 1/2 ปี หรือมีน้ำหนักประมาณ 200-250 กก. ใช้ระยะเวลาขุนประมาณ 6 เดือน ให้ได้น้ำหนัก 400-450 กก. แล้วส่งโรงฆ่า เป็นรูปแบบการขุนที่นิยมกันแพร่หลายในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้โคเนื้อลูกผสมที่ทดสอบแล้วว่ามีการเจริญเติบโตดี คุณภาพเนื้อที่ได้จะดีกว่าการขุนในรูปแบบอื่นมาก และเกษตรกรหันมายึดเป็นอาชีพกันมากขึ้นในปัจจุบัน 2.3 การขุนโคที่มีอายุมาก หรือโคที่โตเต็มวัยแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นโคที่ปลดจากการใช้แรงงาน ซึ่งมีอายุมักจะไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นการขุนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเพียงบางส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มไขมันหุ้มซาก โดยไม่สนใจไขมันแทรกในเนื้อ จะใช้เวลาในการขุนประมาณ 3 เดือน โคที่ได้จากการขุนประเภทนี้โดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า "โคมัน" ..................... คุณกมลชนก สร้อยเพชร อาชีพ สัตวแพทย์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธา และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร ถ.ศูนย์ราชการ ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

หญ้าหวายข้อ (whip grass)

หญ้าหวายข้อมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hemarthria compressa เป็นพืชอายุหลายปี ลำต้นเลื้อยแผ่คลุมดิน แต่ชูส่วนปลายขึ้นสูง 90-120 เซนติเมตร มีลำต้นใต้ดินหรือเหง้า (Rhizome) และลำต้นบนดินหรือไหล (Stolon)เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 2.0 – 2.5 มิลลิเมตร แตกรากตามข้อที่แตะพื้นดิน ลำต้นที่ยังอ่อนจะมีสีม่วงแดงและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่ออายุมากขึ้น ขอบรอบใบมีสีม่วงและเรียบ (entire) รูปร่างใบมีลักษณะขอบใบเกือบขนานถึงปลาย ใบกว้าง 5 – 6 มิลลิเมตร ยาว 11 – 21 เซนติเมตร ปากกาบใบมีขน กาบใบยาว 2.5 – 3.5 เซนติเมตร ด้านที่ถูกแสงจะมีสีม่วง กาบใบด้านล่างที่ถูกบังแสงมีสีเขียว หน้าใบมีขนกระจายน้อยมาก หลังใบบริเวณเส้นกลางใบมีขนสั้นแข็ง รอยต่อของใบ และกาบใบมีลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผงขนสีขาว (fringe of hairs) ยาว 1.0 - 1.5 มิลลิเมตร ออกดอกที่ยอดและตาข้าง ช่อดอกยาว 8 – 10 เซนติเมตร พบออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม แต่ไม่ติดเมล็ด ดังนั้นจึงต้องขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์หรือลำต้นใต้ดิน คุณค่าทางอา หารที่อายุการตัด 45 วัน มีวัตถุแห้ง 28%โปรตีน9.9%-10.3% ฟอสฟอรัส 0.23% โพแทสเซียม 0.9% แคลเซียม 0.31% เยื่อใย ADF 32.0%-32.6% เยื่อใย NDF63.3% -65.3% วัตถุแห้งที่ย่อยได้ (DMD) 60.9% (โดยวิธี Nylon bag) และลิกนิน 4.6% ผลผลิตหญ้าสดประมาณ 8-9 ตันต่อไร่ต่อปี (ตัด 7-8 ครั้ง) หรือประมาณครั้งละ 1 ตัน ต่อไร่
        หญ้าหวาย  ที่ชาวเกษตรถือว่าเป็นวัชพืชจะต้องกำจัดให้สูญพันธุ์ เพราะเป็นตัวการสร้างความรกทึบและแย่งอาหารพืชประธาน หญ้าหวายที่พบเห็นทั่วไปมี 2 ชนิดคือ หญ้าหวายกอ มีลักษณะเป็นหญ้ากอ รากในดินหนาแน่นแข็งแรง ส่วนลำต้นที่เลื้อยไปตามผิวดินจะแตกกอใหม่ตรงข้อ หญ้าหวายกอเป็นอาหารของวัวได้เฉพาะระยะที่กำลังแตกกอ ลำต้น ใบ และปล้องหญ้ายังอ่อนอยู่เท่านั้น หญ้าหวายอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า หญ้าข้อ ลำต้น หรือที่เรียกทั่วไปว่าปล้องข้อทอดยาวไปตามผิวดิน ทุกส่วนของหญ้าหวายข้อเป็นอาหารของวัวได้ การนำหญ้าหวายข้อมาปลูกเพื่อเป็นอาหารของวัวจะต้องจัดระบบการปลูกให้เป็นพืชเชิงเดี่ยว หากมีหญ้าอื่นปะปนวัวจะเลือกกินเฉพาะหญ้าหวายข้อเท่านั้น เชื่อกันว่าหญ้าหวายข้อหากมีการบำรุงรักษาที่ดี มีอายุเหมาะสม คือ ระยะประมาณ 30 วัน จะเป็นหญ้าที่ดีที่สุดสำหรับวัวนักสู้
การเตรียมพื้นที่และปลูกหญ้าหวายข้อ
ช่วงเวลาปลูก
ต้นฤดูฝน พฤษภาคม-กรกฎาคม เพื่อให้ หญ้าตัวได้ดี
การเตรียมดิน
เมื่อเลือกพื้นที่ที่จะปลูกหญ้าหวายข้อแล้ว จะต้องเตรียมพื้นที่ปลูกด้วยการไถพรวนปราบวัชพืชและเตรียมดินอย่างน้อย 2 ครั้ง
การปลูก
        ใช้ท่อนพันธุ์ที่อายุ 60 วัน ขนาดความยาว 5-6 นิ้ว หว่านให้ทั่วทั้งแปลง อัตรา 350-400 กิโลกรัมต่อไร่(แต่ไม่ควรเกิน 500 กก.ต่อเนื้อที่ 1 ไร่) ก่อนปลูกต้องสับพันธุ์หญ้าให้เป็นท่อนความยาวไม่ควรเกิน 1 คืบ หลังหว่านพันธุ์หญ้าต้องไถคราดเพื่อให้หญ้าฝังดิน รดน้ำทุกวันเพื่อให้หญ้าติดและแตกใบ หากปลูกในฤดูแล้งควรให้น้ำติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วัน หรือปลูกเป็นแถวระยะห่างระหว่างแถว 25-30 เซนติเมตร
การบำรุงรักษา
หลังปลูกหญ้าหวายข้อแล้วประมาณ 7-10วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 บำรุงโดยวิธีหว่านทั่วแปลงปริมาณปุ๋ยมากน้อยตามความต้องการ โดยทั่วไปมักใช้ปริมาณ 50 กก./เนื้อที่ 1 ไร่ และถ้ามีปุ๋ยคอกควรใส่เพิ่มเติมด้วยเพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน เมื่อหญ้ามีอายุ 30 วันต้องตัดให้หมดทั้งแปลง การตัดสามารถนำหญ้าไปใช้เป็นอาหารของวัวได้ แต่จะมีหญ้าธรรมชาติปะปนจำนวนมาก

หลังตัดครั้งแรก 30 วัน หญ้าจะเริ่มฟื้นตัวให้ใส่ปุ๋ยบำรุง 30 กก./ไร่ หากไม่แล้งจนเกินไปจะสามารถตัดหญ้าขายได้ภายใน 25-30 วัน ในรอบนี้จะได้ผลผลิตที่มีหญ้าธรรมชาติรวมอยู่ด้วยแต่มีปริมาณน้อย ผลผลิตประมาณ 60-70 กระสอบต่อไร่
เมื่อตัดหญ้าหมดทั้งแปลง 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยบำรุง 50 กก./ไร่ ระยะเวลา 25-30 วัน ก็ตัดขายเป็นรอบที่ 3 ซึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 80-100 กระสอบ/เนื้อที่ 1 ไร่
ข้อควรระวัง
1. การตัดหญ้าทุกครั้งควรตัดให้หมดทั้งแปลงจะง่ายต่อการบำรุงรักษาและตัดขายครั้งหลัง
2. ในกรณีที่หญ้ายังอ่อนหรือให้ปุ๋ยแล้วตัดก่อน 25 วัน จะทำให้วัวท้องร่วงหรือขี้อ่อน
รายได้จากการปลูกหญ้าหวายข้อ
ผลผลิตหญ้าหวายข้อจากการตัดครั้งแรก ส่วนใหญ่จะขายไม่ได้ ถ้าขายได้ราคาก็จะไม่ดีนัก ควรจะตัดให้หมดทั้งแปลงในระยะ 20-25 วัน พยายามให้เหลือตอราบสม่ำเสมอพอ ๆ กัน เมื่อตัดหญ้าหมดทั้งแปลงแล้ว หญ้าหวายข้อจะเจริญงอกงามเร็วกว่าหญ้าชนิดอื่น ๆ จึงทำให้เหลือเฉพาะหญ้าหวายข้อล้วน ๆ
ผลผลิตของการตัดขายครั้งแรก (หลังตัดหมดทั้งแปลง) ได้ผลผลิตประมาณ 60-70 กก./ไร่
การให้น้ำ
ควรมีการให้น้ำในช่วงฤดูแล้งหรือเมื่อขณะที่ฝนทิ้งช่วง เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวพืชอาหารสัตว์ได้ตลอด
การกำจัดวัชพืช
ควรมีการกำจัดวัชพืช เมื่อปลูกหญ้าในปีแรกหรือตัดปรับทุกๆ 30-45 วัน 2-3 ครั้ง
การตัดหญ้า
ควรนำมาใช้ประโยชน์ครั้งแรก หลังปลูกหญ้าอายุ 60-70 วัน หลังจากนั้นควรตัดทุกๆ
30-45 วัน โดยตัดสูงจากพื้น 5-10 เซนติเมตร
การใส่ปุ๋ยตามเทคนิคแต่ละพื้นที่
1.ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่รองพื้น หรือหลังปลูกหญ้าไปแล้ว 7-10วัน และถ้ามีปุ๋ยคอกควรใส่เพิ่มเติมด้วยเพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน(ราชการว่า)
2. ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชอหารสัตว์ทุกครั้ง(ราชการว่า)
3.ในส่วนเกษตรกรอำเภอพรหมคีรี ใช้ปุ๋ยสูตร 18-4-6 และไม่นิยมใช้ปุ๋ย 16-0-0

ข้อมูลจาก.www.lansaka.nakhoncdp.go.th/,www.dld.go.th/nutrition,www.dld.go.th/nsur_urt/,www.lansaka.nakhoncdp.go.th/

ข้อมูลผู้ปลูกหญ้าหวายข้อในพื้นที่พรหมคีรี
1.นายภานุ  วัฒกีเจริญ    หมู่ที่ 2  ตำบลอินคีรี
2.นายเกษม ชาตะกาญจน์ หมู่ที่ 4 ตำบลอินคีรี
3.นายไพรัตน์  นนทามิตร หมู่ที่ 7 ตำบลทอนหงส์
4.นายบุญทัด ชัยขรรค์ หมู่ที่ 7 ตำบลทอนหงส์
5.นายชุมพร  วุฒิมานพ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเกาะ
6.นายมณี ทิพย์รัตน์ หมู่ที่ 7 ตำบลทอนหงส์
7.นายระไว ชัยธรรม หมู่ที่ 4 ตำบลอินคีรี


วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ชีวิตของช้าง


ลักษณะทั่วไปของช้าง

ธรรมชาติของช้าง ช้างทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นช้างพันธุ์เอเชียหรือพันธุ์แอฟริกา มีความเป็นอยู่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ชอบอยู่เป็นฝูง ช้าง ฝูงหนึ่งมักประกอบด้วยช้าง ๕ - ๑๐ เชือก แต่ละฝูงจะมีช้างพลายตัวหนึ่งเป็นหัวหน้า ซึ่งมักจะเป็นตัวที่แข็งแรงที่สุดของ ฝูง มีหน้าที่คอยเป็นผู้ปกปักรักษา และป้องกันอันตรายให้แก่ช้างในฝูงของตน และเป็นผู้นำฝูงไปหาอาหารในแหล่งที่ มี ความอุดมสมบูรณ์ ช้างป่าที่หากินอยู่ตัวเดียว ถ้าไม่ใช่ช้างแก่ซึ่งเดินตามเพื่อนฝูงไม่ทัน มักจะเป็นช้างเกเรที่ถูก ขับออกจากฝูง เรียกว่า "ช้างโทน" ช้างโทนนี้มีนิสัยดุร้าย ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ผู้พบเห็นได้ ช้างไทยหรือช้างเอเชียมีนิสัยชอบอากาศเย็น และไม่ชอบแสง แดดจัด ฉะนั้น เมื่อเรานำมันมาฝึกใช้งาน เช่น งานชักลากไม้ เราจึงใช้งานช้างเฉพาะตอนเช้าตั้งแต่ ๖.๐๐-๑๒.๐๐ น. ส่วนตอน บ่ายต้องให้มันหยุดพักผ่อน นอกจากนั้น เมื่อเราใช้งานมันติดต่อกันไป ๓ วัน เราจะต้องให้มันหยุดพักงานอีก ๑ - ๒ วัน แล้ว จึงให้มันทำงานใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีโรคภัยเบียดเบียนได้ง่าย ถ้าเราใช้งานมันหนักเกินไป มันอาจ จะเกิดเจ็บป่วยขึ้นในฤดูที่มีอากาศร้อนจัด คือ ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม

นิสัยของช้าง   ช้างเอเชียหรือช้างไทยโดยทั่วๆไป เมื่อนำมาฝึกให้เชื่องเพื่อใช้งานได้แล้ว จะมีนิสัยฉลาด สุภาพ และรักเจ้าของ เว้นแต่ใน บางขณะ เช่น ในเวลาตกมันซึ่งก็เป็นเพียงในชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ในเวลาตกมันช้างจะมีนิสัยดุร้าย จะทำร้ายช้าง ด้วยกันเองหรือทำร้ายเจ้าของ ตลอดจนสิ่งของที่อยู่ใกล้ ๆ เมื่อพ้นระยะตกมันแล้ว นิสัยดุร้ายจะหายไปเอง ช้างบางเชือกอ าจจะมีนิสัย เกเรมาตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ไม่มากนัก โดยปกติช้างเป็นสัตว์ที่ตื่นกลัวสิ่งของหรือสัตว์ที่มันไม่ค่อยพบเห็น โดยเฉพาะ ช้างเป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกทางกลิ่นได้ดีมาก และมักจำกลิ่นที่มันเคยชินได้ดี ในด้านความฉลาดของช้างเอเชียหรือช้างไทยนั้น จะเห็น ได้จากการที่มันแสดงละครสัตว์หรือในด้านการไม้ มันได้แสดงความเฉลียวฉลาดของมันออกมา ในด้านการรักลูก มันรู้จักส่ง เสียงดุลูกหรือใช้งวงตีเมื่อลูกของมันซน นอกจากนั้น ยังมีผู้เคยพบว่า มันยืนเฝ้าศพลูกของมันที่ฝังดินไว้เป็นเวลา ๒-๓ วันก็มี


การกินการนอน การนอนหลับโดยปกติของช้าง มีระยะเวลาสั้น ประมาณ ๓-๔ ชั่วโมง เวลานอนของมันอยู่ในระหว่าง ๒๓.๐๐-๐๓.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น ลักษณะการนอน ของช้างเมื่อหลับสนิท จะนอนตะแคงลำตัวข้างใดข้างหนึ่งลงกับพื้น ช้างมีอาการหาวนอนและนอนกรนเช่นเดียวกับมนุษย์ ถ้าหากพบช้างนอนหลับในเวลากลางวัน ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ช้างเชือกนั้นคงไม่สบายหรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจาก ช้างมีเวลาน้อยนั่นเอง มันจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการกินอาหารและเดินท่องเที่ยวไปในป่า เวลาเดินไปก็กินหญ้าไป ตลอดทาง กล่าวกันว่า ช้างเชือกหนึ่งจะกินอาหาร และหญ้าคิดเป็นน้ำหนักประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัมใน ๑ วัน เนื่องจากช้างไม่มีกระเพาะพิเศษ สำหรับเก็บอาหารไว้สำรอง แล้ว สำรอกออกมาเคี้ยวเอื้องในยามว่าง เหมือนดังเช่นวัวควาย แต่ช้างก็มีวิธีเก็บสำรองอาหารไว้กินในระหว่างเดินทาง หรือระหว่างทำงาน เช่น เอางวงกำหญ้าไว้ในขณะเดินทาง หรือเอาหญ้าและอาหารเหน็บไว้ที่ซอกงาของมัน




     การตกลูก ช้างพังหรีอช้างตัวเมียที่สมบูรณ์ จะมีลูกได้เมื่อมีอายุระหว่าง ๑๕-๕๐ ปี ในประเทศพม่ามีผู้เคยพบช้างพัง ซึ่งมีอายุเพียง ๙ ปี ๑ เดือน ตกลูกออกมาแม้ว่าลูกช้างที่เกิดจากแม่ช้างที่มีอายุน้อยตัวนี้จะมีอวัยวะครบสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถเลี้ยง ให้มีชีวิตรอดได้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งนาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง การผสมพันธุ์ของช้างระหว่างช้างตัวผู้กับช้าง ตัวเมีย เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว และควาย คือ ช้างตัวผู้ใช้ขาหน้าคร่อมหลังของช้างตัวเมีย การตั้งท้องของ ช้างมีระยะเวลาระหว่าง ๒๑-๒๒ เดือน เนื่องจากตัวของช้างมีลักษณะใหญ่ อ้วนกลมอยู่แล้ว ฉะนั้น ในระยะที่มันตั้งท้องจะสังเกตได้ยาก บาง ทีเจ้าของจะทราบก็ต่อเมื่อช้างตกลูกออกมาแล้ว ดังนั้น จึงต้องอาศัยสังเกตวิธีอื่นประกอบ เช่น เต้านมคัดมีน้ำนมไหล หรือช้างไม่ยอมลุกนั่งตามคำสั่งและไม่ยอมทำงาน ในกรณีที่ช้างอยู่เป็นฝูงหรือเจ้าของช้างมีช้างหลายเชือก แม่ช้าง ที่ท้องแก่จะหาเพื่อนช้างพังที่สนิทไว้ช่วยเหลือในเวลาตกลูก ช้างพังที่คอยช่วยเหลือนี้เรียกกันว่า "แม่รับ" จะคอย ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา เมื่อช้างแม่ถึงกำหนดใกล้จะคลอดลูก มักจะไปหาที่ซึ่งมีหญ้าอ่อนหรือพื้นดินนุ่ม เพื่อมิให้เป็นอันตรายแก่ลูกที่จะ คลอดออกมา เพราะช้างแม่ส่วนมากจะยืนคลอดลูก โดยย่อขาหลังต่ำลงมาลูกอาจจะตกลงพื้นดินในระยะสูงพอควร ลูกซึ่ง คลอดออกมาจะมีถุงใส ๆ เป็นเยื่อบาง ๆ หุ้มอยู่ แม่รับจะเข้าไปช่วยฉีกถุงเยื่อที่หุ้มออกจากตัวลูกช้าง ถ้าไม่มีแม่ รับ แม่ช้างจะฉีกถุงเยื่อนั้นเอง


แม่ช้างเชือกหนึ่งอาจจะมีลูกได้ ๓-๔ ตัว ตลอดชีวิตของมัน โดยปกติแล้วแม่ช้างจะตกลูกเพียงครั้งละ ๑ ตัว และจะมีลูกห่าง กันประมาณ ๓ ปี ทั้งนี้แล้วแต่สภาพแวดล้อม เช่น ช้างป่าที่มีชีวิตเป็นอิสระย่อมมีลูกได้สม่ำเสมอกว่าช้างบ้านที่ถูกจองจำ และต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา    





       กำลังงานของช้าง ช้างจะเริ่มทำงานได้เต็มที่ เมื่อมีอายุประมาณ ๒๕ ปี และเมื่ออายุประมาณ ๕๐ ปี ช้างจะมีกำลังถอยลงและจะทำงานเบา ๆ เช่น ลากไม้เล็ก ๆ หรือขนของต่อไปได้จนถึงอายุประมาณ ๖๐ ปี ต่อจากนั้นเจ้าของก็ให้หยุดทำงาน แล้วปล่อยให้กินหญ้าอยู่ ตามลำพัง โดยมีการติดตามดูแลบ้างเป็นบางครั้งบางคราว กำลังความเข้มแข็งของช้างเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์ โดยเปรียบ เทียบจากหน่ายน้ำหนักที่เท่ากันแล้ว ช้างอ่อนแอกว่ามนุษย์ถึง ๑๐ เปอร์เซนต์ แต่ม้ากลับแข็งแรงกว่ามนุษย์ถึง ๒๕ เปอร์เซนต์ จะเห็น ได้ว่า ช้างนั้นแม้ตัวใหญ่โตก็จริง แต่กำลังที่ใช้ทำงานยังอ่อนแอกว่ามนุษย์เสียอีก ช้างเชือกหนึ่ง ๆ นั้น ลากไม้ครั้งหนึ่ง ๆ ได้มีน้ำหนักไม่เกิน ๒ ตัน


         การตกมันของช้าง โดยปกติช้างที่มีร่างการสมบูรณ์ และมีอายุอยู่ในเกณฑ์ผสมพันธุ์ได้ สามารถตกมันได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นช้างตัว ผู้หรือตัวเมีย ดังนั้น อายุของช้างที่อยู่ในเกณฑ์ตกมันอยู่ระหว่าง ๒๐ - ๔๐ ปี ช้างเชือกใดมีอาการตกมัน แสดงว่าช้างเชือกนั้น กำลังมีความสมบูรณ์ที่สุด และกำลังมีความต้องการทางเพศอย่างเต็มที่ โดยต่อมที่ขมับทั้ง ๒ ข้าง จะบวมขึ้นขนาดเท่าไข่ไก่จน เห็นได้ ชัด เมื่อต่อมที่ขมับบวมขึ้นแล้ว รูของต่อมซึ่งมีขนาดโตประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร ก็จะเปิดกว้างออก มีน้ำเมือกสีขาวข้นไหลออกมา เราเรียกอาการนี้ว่า "ตกมัน" น้ำเมือกหรือมันที่ไหลออกมานี้ มีกลิ่นเหม็นสาบรุนแรงมาก นอกจากอาการต่อมที่ขมับบวมและมี น้ำมันไหลออกมาแล้ว ถ้าช้างที่ตกมันนั้นเป็นช้างตัวผู้ อวัยวะสืบพันธุ์ของมันจะแข็ง มีน้ำปัสสาวะไหลออกมาอย่างกะ ปริบกะปรอย หรืออาจจะมีน้ำอสุจิไหลออกมาเป็นบางครั้งบางคราวด้วย ในขณะที่ช้างกำลังตกมันนั้น มันจะแสดงอาการดุร้าย และทำร้ายสิ่งที่ขวาง หน้าทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนั้นมันยังมีความจำเสื่อม มันจึงอาจทำร้ายควาญหรือเจ้าของของมันเองด้วย อาการตกมันนี้ ถ้าเกิดกับช้างพังหรือช้างตัวเมีย จะมีความรุนแรงหรือแสดงอาการดุร้ายน้อยกว่าช้างตัวผู้ อาการตกมันจะเป็นอยู่ประมาณ ๒-๓ สัปดาห์ จึงค่อย ๆ ทุเลาลง  

         ลักษณะช้างที่ดี ช้างก็เหมือนมนุษย์ ย่อมมีลักษณะที่มองดูสวยงามหรือไม่สวยงาม ช้างที่มีลักษณะดี ต้องมีรูปร่างใหญ่โต แข็งแรง ศีรษะ โต แก้มเต็ม หน้าผากกว้าง มีดวงตาแจ่มใส มีขาแข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ลักษณะของหลังสูงตรงกลางเล็กน้อย ลาดไปทาง หางอย่างสม่ำเสมอลักษณะของหลังเช่นนี้เรียกว่า "แปก้านกล้วย" ถือกันว่าเป็นลักษณะของช้างดีที่สุด เวลายืนศีรษะจะเชิดขึ้นมอง ดูสง่า ถ้าเป็นช้างงาต้องมีงาใหญ่แข็งแรง และยื่นขนานคู่กันออกมา ไม่บิดหรือถ่างห่างจากกันมากเกินไป ลักษณะของชาย ใบหูควรเรียบไม่ฉีกขาด การสังเกตดูช้างว่ามีสุขภาพดีหรือไม่นั้น มีข้อสังเกตอย่างง่าย ๆ คือ ช้างนั้นจะยืนแกว่งงวงแล ะพับหูไปมา อยู่เสมอ และเดินหาหญ้าหรืออาหารอื่นกินอยู่ตลอดเวลา ที่เล็บเท้าต้องมีเหงื่อซึมออกมาจากโคนเล็บ ซึ่งมองเห็นได้ง่ายจา กรอยเปียกของฝุ่นที่เกาะเท้าช้าง ทั้งนี้เนื่องจากช้างไม่มีต่อมเหงื่อที่ผิวหนังเหมือนมนุษย์เรา ฉะนั้น มันจึงใช้โคนเล็บเป็ นที่ระบายเหงื่อ หรือ ระบายความร้อนออกจากร่างกาย

        ช้างเผือก คำว่า ช้างเผือก คำว่า ช้างเผือก เป็นคำสามัญที่คนทั่วไปเรียกช้าง ซึ่งมีผิวหนังเป็นสีชมพูแกมเทา อันเป็นสีที่ผิด แปลกไปจากสีของผิวหนังช้างธรรมดา (ปกติเป็นสีเทาแกมดำ) โดยไม่คำนึงถึงลักษณะอื่น ๆ ประกอบด้วย ฉะนั้น คำว่าช้างเผือกตามความ หมายที่เราเข้าใจกันจึงอาจจะเป็นทั้งช้างซึ่งมีมงคลลักษณะครบหรือไม่ครบก็ได้ เพื่อมิให้เกิดความสับสนในเรื่อง นี้ ทางราชการจึงได้กำหนดศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อช้างซึ่งมีลักษณะพิเศษขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช ๒๔๖๕ (ราช กิจจานุเบกษา เล่ม ๓๘ หน้า ๗๕ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๖๔) มาตรา ๔ โดยระบุไว้ว่า "ช้างสำคัญ" ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ ๗ ประการ คือ ตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ขน ขาว พื้นหนังขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่) ขนหางยาว อัณฑะโกศขาว (หรือสีคล้ายหม้ อใหม่) ส่วน "ช้างสีประหลาด ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๗ อย่าง ที่กล่าวไว้ในเรื่องช้างสำคัญจากความ หมายตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า "ช้างสำคัญ" คือ ช้างเผือกที่มีลักษณะครบถ้วน สำหรับช้าง เผือกตามความหมายของคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่สังเกตจากลักษณะสีของผิวหนังนั้น อาจไม่ใช่ช้างสำคัญหรือช้างเผือกที่มี ลักษณะครบถ้วนก็ได้ เพราะสีของช้างเป็นแต่เพียงมงคลลักษณะข้อ ๑ ในจำนวนมงคลลักษณะ ๗ ข้อ ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่เรียกว่า "ช้างสีประหลาด" เท่า นั้น ดังนั้น ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงไม่ใช้คำว่า "ช้างเผือก" เพราะเกรงว่าจะเข้าใจสับสนกัน

ลักษณะสำคัญของช้างเผือก

เป็นช้างพลายรูปงาม งาขวา - ซ้ายเรียวงาม กายสีดอกบัวแดง ขนตัวขุมละสองเส้น ขนโขมด สีน้ำผึ้งโปร่ง ขนบรรทัดหลังสีน้ำ ผึ้งโปร่งเจือแดง ขนหูสีขาว ขนหางสีน้ำผึ้งเจือแดงแก่ ตาขาวเจือเหลือง เพดานปากขาวเจือชมพู อัณฑะโกศขาวเจือชมพู เล็บขาว เจือเหลืองอ่อน หูและหางงามพร้อม เสียงเป็นศัพท์แตรงอน





        โรคของช้าง   แม้ว่าช้างจะมีรูปร่างใหญ่โต แม้ว่าช้างจะมีรูปร่างใหญ่โต แต่ก็อาจเป็นโรคได้ เช่นเดียวกับสัตว์อื่น ช้างที่ ถูกกักขังและอยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ มีโอกาสติดโรคจากสัตว์เลี้ยงได้ง่าย ส่วนช้างที่ทำงานในป่า มักจะเกิดเป็นฝี และโรคผิวหนังพุพองกันมาก ฝีอาจเกิดขึ้นได้ง่ายจากการถูกหนามทิ่มตำผิวหนัง แล้วเกิดเป็นหนองบวมพองขึ้นมา ผิวหนัง ที่พุพองเป็นตุ่ม นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากแมลงวันป่าชนิดหนึ่ง มาไข่ไว้ตามรูขนของช้าง เมื่อไข่ของแมลงวันกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะเข้า ไปอาศัยในขุมขน แล้วดูดเลือดช้างกินเป็นอาหาร ช้างที่เป็นโรคนี้จะสังเกตเห็นผิวหนังเป็นตุ่มมีหนอง เมื่อแกะตุ่มออกจะพบตัวหนองกลม ๆ ขนาดเท่า เมล็ดถั่วเขียวฝังตัวอยู่ เมื่อตัวหนอนแก่ก็จะกลายเป็นแมลงวันป่ามารบกวนช้างอีก แล้วทิ้งคราบไว้ในรูขนที่มัน อาศัยอยู่ ทำให้ผิวหนังเกิดอักเสบเป็นตุ่มมีหนองขึ้น วิธีป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด คือ ให้ช้างได้อาบน้ำบ่อย ๆ ชาวบ้านได้ ใช้เครือสะบ้าทุบเป็น ฝอยถูตัวช้างเวลาอาบน้ำ เพื่อฆ่าตัวอ่อนของแมลงวันชนิดนี้ นับว่าได้ผลดีพอสมควร โรคที่ช้างเป็นกันมากอีกชนิด หนึ่ง คือ โรคพยาธิฟิลาเรีย (filaria) โรคนี้เกิดจากยุงในป่า ซึ่งไปกัดสัตว์ที่เป็นโรคนี้มาแล้วมากัดช้าง พยาธิที่ติดมากับแมลงจะเข้าไปใน เส้นโลหิตและเจริญเติบโตในเส้นโลหิตของช้าง แล้วเข้าไปอุดตันในหัวใจ จนทำให้ช้างถึงแก่ความตาย

ข้อมูลจาก...http://pirun.ku.ac.th/